ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคส่งสัญญาาณติดลบ

วันที่ 03 ส.ค. 2555 เวลา 14:02 น.
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคส่งสัญญาาณติดลบ
ม.หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคหายตัวส่งสัญญาณลบ สะท้อนคนกังวลสารพัดปัจจัยรุมเร้าศก.ไทย คาดปีนี้ศก.โต5-6%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือนก.ค. 2555 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากระดับ 68.5 สู่ระดับ 68.2 เนื่องจากผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากยังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทย และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะยุโรป

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ หลังจากสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยในเดือนกรกฎาคม 2555 ดัชนีปรับตัวดีขึ้นจากเดือนมิถุนายน ที่อยู่ 56.8 สู่ 57.3

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจในอนาคต 6 เดือนข้างหน้า ของเดือนก.ค. ปรับตัวลดลงจากระดับ 80.2 มาอยู่ที่ระดับ 79.1 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีความเห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ยังมีความเสี่ยงต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมือง ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรป รวมทั้งแนวโน้มค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ปัจจัยลบในอนาคตมีมาจากหลายภาคส่วน เช่น การแถลงปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ปรับตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ และปัญหายุโรปรุนแรงขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกติดลบกันถ้วนหน้า การเมืองภายในประเทศไม่นิ่ง และ ราคาน้ำมันปรับขึ้น

นอกจากนี้ยังเริ่มมีความวิตกกังวลต่อภาวะน้ำท่วมจากพายุที่เข้าสู่จีน ประเทศไทยจึงอาจมีความเสี่ยงภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในอนาคตลดลง เศรษฐกิจไทยจึงไม่สดใส ด้านการส่งออกของไทยที่ไม่โดดเด่นยังจะมีผลต่อการจ้างงาน และความคึกคักของเศรษฐกิจด้วย ท่ามกลางระดับราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ดีนัก เช่น ราคายางพารายังต่ำกว่า 90 บาท/กิโลกรัม และพืชผลอื่นๆ ระดับราคาก็ไม่สูง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนนิ่งๆ ไม่คึกคัก

จากความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่า มีโอกาสมากถึงร้อยละ 50 ที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ จะเติบโตเหลือเพียงร้อยละ 5.0-5.5 เท่านั้น เพราะเสี่ยงจากการฟื้นตัวไม่เร็วไม่แรงพอ

อย่างไรก็ตามขอแนะนำให้รัฐบาลเร่งการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเศรษฐกิจมีพื้นฐานที่เปราะบาง พร้อมกันนี้ ต้องบริหารให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 และ 4 โดยควรบริหารให้การเมืองมีเสถียรภาพ ต้องไม่เกิดการชุมนุมทางการเมือง และยังต้องมีการบริหารจัดการน้ำควบคู่ไปกับเร่งชี้แจงให้ประชาชน และนักลงทุนมั่นใจว่า ผลจากการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล จะทำให้ปีนี้น้ำไม่ท่วมอีก และจำเป็นตรึงราคาพลังงานไปถึงปลายไตรมาสที่ 3 สุดท้าย