สาโรจน์ เกียรติเฟื่องฟู หวังฟอร์ด กลับสู่ภาวะปกติใน 3 ปี

  • วันที่ 24 ก.พ. 2553 เวลา 15:58 น.

เป้าหมายของผมคืออยากเห็นฟอร์ดกลับมามียอดขาย 2.5 หมื่นคันอีกครั้ง แต่ตอบไม่ได้จริงๆ ว่าเมื่อไหร่ แต่ 3 เดือนที่ผ่านมาเราเดินสายคุยกับดีลเลอร์ทุกราย เล่าให้ฟังว่าเรากำลังจะทำอะไร จะมีสินค้าใหม่เข้ามาในอนาคต

โดย...พิสันต์ อทธิวัฒนกุล

การก้าวเข้ามาในประเทศไทยของฟอร์ด มอเตอร์ ในช่วงแรกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์หลายแบบเข้ามาในประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าฟอร์ดคือค่ายรถอเมริกันที่เจอคู่แข่งที่เข้มแข็งกว่าในประเทศไทยอย่างค่ายรถญี่ปุ่นกดดันอย่างต่อเนื่อง จนนวัตกรรมและเทคโนโลยีของฟอร์ดไม่ได้สะท้อนยอดขายที่น่าพอใจนัก

จากยอดจำหน่ายสูงสุดในช่วงปี 2547 ที่ฟอร์ดเคยทำได้ถึง 2.5 หมื่นคัน ยอดขายของฟอร์ดเริ่มหดตัวลงมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากที่ไม่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่สุดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

ยอดจำหน่ายรถยนต์ของฟอร์ดปี 2552หดลงไปเหลือประมาณ 7,600 คัน โดยมียอดจำหน่ายปิกอัพเรนเจอร์ประมาณ 2 ใน 3 ของยอดจำหน่ายทั้งหมด

สาโรช เกียรติเฟื่องฟู

อย่างไรก็ตาม สาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานอาวุโส ฟอร์ด ประเทศไทย มองว่ายอดจำหน่ายที่หายไปของฟอร์ดมาจากปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจ และเรื่องของการที่ไม่มีสินค้าใหม่จริงๆ ออกมาสู่ตลาด และเชื่อว่าหลังจากการเปิดตัวฟอร์ด เฟียสต้า รถระดับบีคาร์ ที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดในตลาด รวมถึงแผนงานเปิดตัวรถใหม่ต่อเนื่องปีละรุ่นใน 3 ปีข้างหน้า จะทำให้ฟอร์ดกลับมาสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง

“เป้าหมายของผมคืออยากเห็นฟอร์ดกลับมามียอดขาย 2.5 หมื่นคันอีกครั้ง แต่ตอบไม่ได้จริงๆ ว่าเมื่อไหร่ แต่ 3 เดือนที่ผ่านมาเราเดินสายคุยกับดีลเลอร์ทุกราย เล่าให้ฟังว่าเรากำลังจะทำอะไร จะมีสินค้าใหม่เข้ามาในอนาคต ซึ่งดีลเลอร์ทุกรายก็เชื่อว่าจะผลักดันยอดจำหน่ายกลับไปเท่าที่แต่ละรายเคยทำได้สูงสุดในอดีตได้”

นอกเหนือไปจากเฟียสต้าใหม่ ที่จะเปิดตัวในช่วงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในวันที่ 24 มี.ค.นี้แล้ว สาโรช ไม่ได้ปฏิเสธข่าวลือเรื่องการเปิดตัวฟอร์ด โฟกัสใหม่ และฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ ที่ตามกำหนดการจะทยอยตามกันออกมาในช่วงปี 2554 และ 2555 ซึ่งจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องของฟอร์ด หลังจากเปิดตัวฟอร์ด โฟกัสรุ่นปัจจุบันในปี 2547

การเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นเพียงแผนงานหนึ่งเท่านั้นในการผลักดันยอดจำหน่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่แผนงานอื่นๆ ที่จะต้องผลักดันให้เดินหน้าไปด้วยกันก็คือเรื่องของการเพิ่มเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการให้ครบ 100 แห่งในปี 2553 ซึ่งสาโรชบอกว่าเป็นการเพิ่มเพื่อรองรับการขยายตัวของยอดจำหน่ายของฟอร์ดในช่วง 3 ปีนับจากนี้

ทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่ายของฟอร์ดเคยมีมากที่สุด 89 แห่งในอดีต ก่อนที่จะเพิ่มลดอย่างต่อเนื่อง และเหลือ 84 แห่งในช่วงปี 2552 แบ่งเป็นใน กทม. 11 แห่ง และต่างจังหวัด 73 แห่ง ซึ่งแผนงานของฟอร์ดที่จะผลักดันให้ครบ 100 แห่งในปีนี้ จะเป็นการเพิ่มใน กทม. ให้ครบ 22 แห่ง และต่างจังหวัด 78 แห่ง โดยมีผู้ให้ความสนใจในทุกพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

“ตอนนี้เรายืนยันได้ว่ามีผู้ที่สนใจจะลงทุนในทุกพื้นที่ที่เราจะขยายแล้ว เพราะเราคงไม่พูดตัวเลข 100 โชว์รูมเฉยๆ แต่เราต้องมั่นใจว่าเราจะขยายได้ตามแผน อาจจะมองว่าเราขยายใน กทม. ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าอย่างเฟียสต้าที่จะเปิดตัวในปีนี้ กลุ่มบีคาร์จะเติบโตมากอยู่แล้วในพื้นที่ กทม. ทำให้เรามองว่าต้องขยายออกไปรองรับ”

สาโรช บอกว่า การเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายใน กทม.นั้น จะทำให้ดีลเลอร์ทุกรายของฟอร์ดมีศักยภาพในการดูแลลูกค้าได้เป็น 1.3 หมื่นคันต่อเดือน หรือ1.5 แสนคันต่อปี จากเดิมที่รองรับได้เพียง 5,0006,000 คันต่อเดือนเท่านั้น ทำให้มีตารางการทำงานที่ค่อนข้างหนาแน่นสำหรับตัวแทนจำหน่ายแต่ละรายในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ฟอร์ดมีโชว์รูมและศูนย์บริการที่เพิ่งเปิดให้บริการในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ฟอร์ดพระรามสี่ ฟอร์ดรามคำแหง และฟอร์ดสุวรรณภูมิ และที่กำลังทยอยเปิดในเร็วๆ นี้ ได้แก่ ฟอร์ดรัชดาลาดพร้าว ฟอร์ดตากสิน ฟอร์ดร่มเกล้า และฟอร์ดรังสิต และยังมีอีก 4 แห่งที่จะเปิดให้บริการในปีนี้ โดยในปี 2552 ที่ผ่านมาดีลเลอร์ของฟอร์ดทั้งหมดมีการขอถอนตัวเพียง 1 รายเท่านั้น

นอกจากจำนวนตัวแทนจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว สาโรชบอกว่าสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การสร้างมาตรฐานของตัวแทนจำหน่ายฟอร์ดในรูปแบบของแบรนด์แอทรีเทล และการพัฒนาเรื่องการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีมาตรฐานในการให้บริการเท่าเทียมกันในศูนย์บริการทุกแห่ง

“ฟอร์ด ประเทศไทย เป็นบริษัทรถยนต์เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้ ที่มีการอบรมพนักงานในศูนย์บริการทุกตำแหน่งต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมามีการอบรมพนักงานคิดเป็นเวลามากกว่า 100 วันทำงาน ซึ่งเราพยายามสร้างมาตรฐานการบริการที่ดีและมีมาตรฐานเหมือนกันทุกศูนย์บริการ ซึ่งจะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากที่สุด”

สำหรับเรื่องแผนการลงทุนมูลค่า 2 หมื่นล้านบาทของฟอร์ด มอเตอร์ ที่มีกระแสข่าวว่าจะพิจารณาย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้นั้น สาโรชบอกว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นเรื่องของฟอร์ด มอเตอร์ คอมพานี ซึ่งตนไม่สามารถบอกรายละเอียดและความคืบหน้าของการลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม ฟอร์ดยังคงเปิดกว้างสำหรับการลงทุนทุกรูปแบบอยู่ ซึ่งคาดว่าทางฟอร์ดเองก็ต้องศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และคงจะมีการแจ้งรายละเอียดทั้งหมดให้ทราบอีกครั้งหากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการทั้งหมด

แต่ไม่ว่าจะมีการลงทุนเพิ่มเติมหรือไม่ มาถึงนาทีนี้ต้องบอกว่าฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้าเข้าเกียร์เพาเวอร์ชิฟท์เต็มที่ เพื่อเร่งเครื่องครั้งใหญ่ในการกรุยทางกลับไปสู่สถานการณ์ปกติของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

โดยมีเป้าหมายตัวเลขยอดจำหน่าย 2.5 หมื่นคันอยู่ลิบๆ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแผนงานครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ และจะรวดเร็วได้เพียงใด!!! 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ