เรนเจอร์ใหม่ใหญ่-แรงในอารมณ์เก๋ง

วันที่ 23 พ.ย. 2554 เวลา 20:06 น.
เรนเจอร์ใหม่ใหญ่-แรงในอารมณ์เก๋ง
ลองขับฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมความโอ่อ่าของรูปทรงที่มาพร้อมกับเครื่องแรงๆที่ให้ฟิลลิ่งไม่แพ้รถเก๋ง....

โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล

ตั้งแต่เห็นรูปร่างหน้าตาของฟอร์ด เรนเจอร์ โฉมใหม่ ผมเองก็ค่อนข้างชื่นชอบรถคันนี้ของฟอร์ดมากอยู่แล้ว และได้รับคำท้าทายจากผู้บริหารฟอร์ดอยู่ตลอด ว่าลองขับแล้วจะชอบ เพราะฟอร์ดเองทำการบ้านกับรถรุ่นนี้มาอย่างดี เพราะเรนเจอร์จะกลายเป็นสินค้าที่ทำตลาดทั่วโลก สำหรับกลุ่มรถปิกอัพคอมแพกต์

“วัน ฟอร์ด” คือต้นกำเนิดของแนวทางในการพัฒนาสินค้ารุ่นเดียวเพื่อทำตลาดทั่วโลก แทนที่จะเสียเวลาพัฒนาสำหรับตลาดใครตลาดมันเหมือนในอดีต และใครจะคิดว่าตลาดรถปิกอัพที่เคยแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค จะถูกออกแบบสินค้ามาเพียงรุ่นเดียว เพื่อทำตลาดอย่างจริงจังทั่วโลก แต่ก็จะมีการปรับให้แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้บริโภค

เรนเจอร์ใหม่ มาพร้อมหน้าตาที่สวย และผมเชื่อโดยส่วนตัวว่าจะถูกใจบรรดาสิงห์รถปิกอัพในบ้านเราอย่างมาก การออกแบบของฟอร์ดจะเน้นที่ความแข็งแกร่ง ล่ำบึ้กที่มาจากตัวรถอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การติดตั้งชุดแต่งเหมือนในอดีต เห็นได้จากซุ้มล้อขนาดใหญ่ที่ติดมากับตัวถังในรุ่นนี้

กระจังหน้าแบบสามชิ้นขนาดใหญ่ที่มีคนแซวว่ารับอิทธิพลมาจากเรนจ์ โรเวอร์ ซึ่งเคยอยู่ในเครือฟอร์ด ก็ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องว่าอิทธิพลที่แท้จริงของกระจังหน้ามาจาก เอฟ ซีรีส์ ซึ่งเป็นปิกอัพขนาดยักษ์ที่ทำตลาดในสหรัฐ และนำมาพัฒนาให้ใช้กับคอมแพกต์ปิกอัพในครั้งนี้

เรนเจอร์รุ่นนี้ มีประเทศไทยเป็นฐานการผลิต 1 ใน 3 แห่ง ของโลกร่วมกับแอฟริกาใต้ และอาร์เจนตินา ที่จะส่งออกไปยัง 180 ประเทศทั่วโลก โดยโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์จะเริ่มทำการผลิตล็อตแรกสำหรับตลาดออสเตรเลียในวันจันทร์หน้า และจากนั้นก็จะเป็นล็อตประเทศไทยในช่วงต้นปี

ถ้าเดินเข้าไปใกล้ตัวรถ โดยเฉพาะในรุ่นยกสูง ขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือรุ่นไวล์ดแทร็ก คุณจะพบว่านี่คือรถปิกอัพที่ใหญ่มาก สูงมาก และดูแข็งแกร่งมากกว่ารถปิกอัพที่ขายในท้องตลาด แม้จะเทียบกับพวกบรรดารุ่นใหม่ด้วยกันแล้วก็ตามที ซึ่งทีมออกแบบของฟอร์ดบอกว่านี่คือความพยายามในการสะท้อนคำว่า Tough ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม

จากการออกแบบด้านหน้า จะเห็นว่าระยะโอเวอร์แฮงก์หน้าของเรนเจอร์มีระยะที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด กระจกบังลมหน้าขนาดใหญ่ที่ลาดเอียงพอเหมาะ กระจกมองข้างขนาดใหญ่ ที่มองแล้วอดจะหวาดหวั่นกับเสียงลมที่กระทบกับกระจกไม่ได้ เส้นสายด้านข้างลากผ่านจากตำแหน่งด้านหน้าไปถึงกระบะด้านท้าย ที่ยกสูงกว่าในรุ่นเดิม

พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังมีขนาดกว้างขวางใหญ่โต ขณะที่ในรุ่นตกแต่งก็มีการออกแบบไลเนอร์สำหรับเรนเจอร์โดยเฉพาะ ซึ่งเวอร์ชันที่จำหน่ายในประเทศไทยมีการออกแบบส่วนของฝากระโปรงด้านหลังให้รับน้ำหนักได้มากขึ้น เพื่อใช้ในการบรรทุกของ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการทำตลาดในประเทศไทย

การออกแบบภายในของเรนเจอร์นั้น ถือว่าโดดเด่นและล้ำยุคไปมากพอควร ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานมาเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระบบไฟอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ซึ่งก็แล้วแต่รุ่นแต่เกรดกันไป

นอกจากนี้ เบาะในรุ่นไวล์ดแทร็กก็สวยมากครับ มีการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมมาประสานกันอย่างลงตัว จนทำให้เบาะผ้าในรุ่นธรรมดาดูอ่อนด้อยไปเสียถนัด แต่ในเรื่องของการนั่งและการรับน้ำหนักตัวถือว่าทำได้ดีเมื่อเทียบด้วยมาตรฐานของปิกอัพ แถวเบาะด้านหลังยังมีช่องเก็บของเอาไว้ซ่อนของได้อีกต่างหาก

ไปทดสอบที่ จ.เชียงราย ครั้งนี้ ได้มีโอกาสลองเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ซึ่งถือเป็นรุ่นท็อปที่คาดว่าราคาจำหน่ายจะทะลุ 1 ล้านบาท มาพร้อมสมรรถนะระดับ 200 แรงม้า ที่ให้แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร โดยมีอัตราสิ้นเปลืองตามที่ฟอร์ดเคลมเอาไว้ 10.4-11.9 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น!!

รวมไปถึงเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ที่คาดว่าจะเป็นตัวขายหลักของฟอร์ด มาพร้อมสมรรถนะระดับ 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร ขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ 2.5 เบนซิน 166 แรงม้า และ 2.2 ดีเซลที่ใช้เทอร์โบธรรมดาที่ยังไม่มีโอกาสได้ลอง เพราะฟอร์ดยังไม่ผลิต

ต้องบอกว่าฟอร์ดพยายามทำให้ปิกอัพเปลี่ยนไปจากเดิมมากพอสมควร เพราะเรนเจอร์ใหม่ให้อารมณ์ที่ใกล้เคียงกับรถยนต์นั่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างแรกที่ต้องชมก็คือการเก็บเสียงในห้องโดยสารที่ทำได้อย่างไร้ที่ติ กระจกมองข้างที่กลัวว่าจะทำให้เสียงดัง ก็ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด เงียบสงบแม้จะอยู่ที่ความเร็วสูง

การทำงานของเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดนั้น แม้จะตอบสนองการเร่งเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ได้ให้อารมณ์ดุเดือดรอบวิ่งจี๊ดจ๊าดเหมือนกับปิกอัพยุคเก่า แต่จะค่อยๆ เร่งแบบไปเรื่อยๆ มากกว่า ซึ่งผมติดใจอยู่ในเรื่องของการชิฟต์เปลี่ยนเกียร์ ที่รอบเครื่องมีการตอบสนองที่ชัดเจน แต่ตัวรถเองกลับไม่ค่อยวิ่งปรู๊ดปร๊าดนัก

แต่เอาเข้าจริงๆ รถคันนี้ก็ไม่ค่อยต้องการการเปลี่ยนเกียร์ช่วยสักเท่าไรหรอกครับ สำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติที่เพียงแค่กดคันเร่งในจังหวะเร่งแซง ตัวรถก็พร้อมที่จะพุ่งทะยานออกไปอยู่แล้ว แต่ใครที่คิดจะเอาไปวิ่งแข่งกับรถสปอร์ตคงต้องขอแสดงความเสียใจ เพราะด้วยเหตุผลของความปลอดภัย ฟอร์ดจึงล็อกความเร็วไว้ที่ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตามสเปกของยางที่ติดรถมา

บนเส้นทางการขับขี่แบบสั้นๆ ที่มีทางคดเคี้ยวไปมาและมีรถนำทาง ทำให้เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ไม่ได้แสดงความโดดเด่นออกมามากกว่าเครื่อง 2.2 ลิตร ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีสักเท่าไรนัก ถ้ามีโอกาสคงต้องขอหยิบยืมมาทำการทดสอบแบบไม่เป็นทางการอีกสักครั้ง

แอบกระซิบมาว่า ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับรถทุกรุ่น จะประกาศได้ในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปนี้ ขณะที่ลูกค้าที่อยากเป็นเจ้าของก็อุ่นใจได้ กับถังน้ำมันขนาด 80 ลิตร ไปไหนไปกัน ซึ่งปิกอัพใหม่ๆ ดูเหมือนกับว่าจะเพิ่มระยะเวลาในการเข้าศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็น 2 หมื่นกิโลเมตรกันหมดแล้ว แต่แว่วว่าใช้น้ำมันเครื่องมากกว่าปกติ 1 เท่าตัว หรือ 8.5 ลิตรเท่านั้น

ที่ต้องใช้คำว่าแว่ว เพราะถามทีมงานฝรั่งของฟอร์ดทิ้งเอาไว้ แต่ยังไม่ได้คำตอบ ใครจะซื้ออย่าลืมถามเรื่องนี้อีกทีก็แล้วกัน!!!