บรรยากาศของกรุงย่างกุ้งวันนี้

วันที่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 08:26 น.
บรรยากาศของกรุงย่างกุ้งวันนี้
คอลัมน์ เปิดประตูค้าชายแดน

หลังจากห่างเหินการเดินทางเข้าไปกรุงย่างกุ้งมานานกว่าสองปีห้าเดือน ในที่สุดวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมก็ได้เดินทางเข้าไปเสียที การเดินทางไปครั้งนี้ ผมได้เข้าไปพร้อมกับท่านรศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม

เนื่องด้วยตัวผมเองมีภาระที่จะต้องเข้าไปดูแลกิจการของตนเอง ที่ได้ทำการเปิดบริษัทค้าขายสินค้าอุปโภค-บริโภคอยู่ที่นั่น ในส่วนของอาจารย์ปิติ ท่านเพียงต้องการเข้าไปเห็นว่าปัจจุบันนี้ประเทศเมียนมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนครับ

ก่อนวันเดินทาง ผมได้ยื่นแบบขอวีซ่า ผ่านทางออนไลน์ไปก่อนหน้าสามอาทิตย์ ซึ่งในช่วงดังกล่าว การขอวีซ่าธุรกิจค่อนข้างจะยุ่งยากนิดหน่อย จากนั้นต้องทำการขอซื้อประกันสุขภาพ ที่ทางการกำหนดให้ซื้อจากบริษัทประกันภัยของเมียนมาเท่านั้น เมื่อได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินทางภายใน 72 ชั่วโมง ต้องไปทำ RT-PCR ก่อนเดินทางด้วย เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงสามารถเดินทางเข้าไปได้ครับ

ในวันเดินทางผมได้เตรียมไปสนามบินก่อนเวลาสองชั่วโมงกว่า นับว่าตั้งแต่เดินทางไป-มาร่วมสามสิบกว่าปี ครั้งนี้ถือว่าได้ไปสนามบินก่อนเวลานานที่สุดก็ว่าได้ แต่พอไปถึงสนามบินปรากฎว่าเอกสารวีซ่าที่ได้ยื่นขอทางออนไลน์ไว้ ผมไม่ได้ปริ้นเป็น Hard copyไว้  

จึงต้องลงไปขอให้ตำรวจท่องเที่ยว ช่วยปริ้นให้ ก็ยังดีที่ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวกให้อย่างดีครับ พอเข้าไปด้านในสนามบิน เพื่อรอขึ้นเครื่อง ทุกอย่างก็สะดวกสบายมากเลยครับ แต่การเดินทางเนื่องจากเครื่องบินดีเลย์ไปหนึ่งชั่วโมง จึงล่าช้ากว่ากำหนดไปเยอะเลยครับ

เมื่อไปถึงสนามบินแมงกะลาดอง ที่กรุงย่างกุ้ง การตรวจคนเข้าเมืองก็ค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายเล็กน้อย เพราะการบริการค่อนข้างสะดวกมาก หลังจากเดินออกจากเครื่องบิน ทางการเมียนมาเขาจัดเคาน์เตอร์เช็คเอกสารให้แก่ผู้โดยสารทุกคน

จากนั้นจึงเดินเข้าไปทำการผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง แล้วจึงรับกระเป๋าที่สายพานลำเลียง แล้วจึงเดินไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงินค่าตรวจ ATK อีกคนละ 15,000 จ๊าด จากนั้นจึงเดินเข้าไปทางด้านทางออก เพื่อทำการแยงจมูกตรวจ ATK แล้วเขาก็ให้ออกไปรอด้านนอก เพื่อรอผลการตรวจ สักประมาณสิบนาทีผลที่ออกมาเป็นลบ ก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้ ผมออกมาจากสนามบันพร้อมกับอาจารย์ปิติ

โดยมีคนขับรถมารอรับผมที่สนามบินโดยสวัสดิภาพ ในเวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง นับว่าเหนือความคาดหมายจริงๆ เพราะที่ฟังจากเพื่อนๆหลายท่านบอกมาว่า อาจจะต้องใช้เวลาสอง-สามชั่วโมง แต่ผมใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็ได้เดินทางกลับบ้านแล้วครับ

พอออกมาจากสนามบิน ถนนหนททางดูมืดไปหมด บนถนนไม่ค่อยมีรถยนต์เลยครับ ทำให้นึกภาพกลับไปเมื่อปี 1990 ที่เป็นครั้งแรกที่ผมมาประเทศเมียนมาเลยครับ แต่ก็ดีที่ใช้เวลาแค่ยี่สิบกว่านาที ก็ถึงบ้านแล้ว เพราะปกติแล้ว ผมมักจะต้องใช้เวลาเกือบชั่วโมงในการเดินทาง เนื่องจากรถยนต์จะพลุกพล่านมาก

แต่วันนี้ที่กรุงย่างกุ้ง เงียบสงบจริงๆ อาจจะเป็นเพราะทางการเมียนมายังมีเคอร์ฟิวอยู่ โดยทางการเมียนมายังคงกำหนดเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสี่ เป็นเวลาเคอร์ฟิวครับ

เมื่อมาถึงบ้านก็รู้สึกวังเวงพอสมควร เพราะบ้านที่เคยอยู่อาศัย แต่ไม่ได้มาเกือบสองปีครึ่ง จึงมีบ้างที่จะมีความผิดปกติ เช่นหลอดไฟขาด หรือบางจุดฝุ่นยังคงสกปรกไปบ้าง ซึ่งบ้านทั่วไปที่ไม่คนพักอาศัยมานาน แน่นอนว่าจะต้องมี นกพิลาบ อีกา จิ้งจก หนู แมงมุม ยักใย้ เข้ามาทำรังบ้าง

แต่บ้านผมยังโชคดีที่มีน้องๆที่บริษัท เข้ามาทำความสะอาดเกือบทุกอาทิตย์ จึงไม่ถึงกับจะกลายเป็นบ้านร้างดังที่กล่าว ก็ยังพอทนได้ หลังจากที่ไปนอนพักมาสามคืน ลยต้องสังคายนาใหม่หมดเลยครับ

ส่วนที่บริษัทผมก็เช่นกัน หลังจากที่ไม่ได้เข้าไปดูแลมาสองปีครึ่ง จากการระบาดของโรค COVID-19 และการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้การค้าในประเทศเมียนมาก็สะดุดไปเยอะ บริษัทห้างร้านหลายๆแห่งก็ซบเซาลงไปมากทีเดียว ที่บริษัทของผมก็ไม่แตกต่างจากบริษัททั่วๆไป ในช่วงที่โรคระบาดรุนแรงมากๆ พนักงานที่บริษัทผม ก็มีบางส่วนที่เอาไม่อยู่

บางคนก็ขอกลับบ้านต่างจังหวัด บางคนก็ขอลาออกไป บางคนก็เจ็บไข้ได้ป่วย บางคนก็จากลาโลกไป ทำให้พนักงานจากสามร้อยกว่าคน วันนี้เหลือเพียงเจ็ดสิบกว่าคน ลดลงไปเกือบ70% เลยทีเดียวครับ

ดีที่พนักงานที่เป็นแกนหลักจริงๆยังคงอยู่ครบ ที่หายไปส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานที่ในส่วนแรงงานเสียมากกว่า แต่ก็น่าใจหายเหมือนกันครับ

ข้าวของเครื่องใช้ในออฟฟิต ยังคงอยู่ครบเหมือนเดิม จะมีชำรุดทรุดโทรมไปบ้าง ก็ไม่ใช่สาระมากนัก คงต้องกลับเข้าไปฟื้นฟูใหม่อีกครั้งครับ เพราะเท่าที่สังเกตดูจากตลาดการค้า ยังมีความน่าจะเป็นอีกเยอะมาก โอกาสของการค้าเหมือนย้อนกลับไปสักต้นปีค.ศ.2000 ซึ่งในยุคนั้นก็จะคล้ายๆกับปัจุบันมาก

ผมยังเชื่อว่าสินค้าที่คงความต้องการของผู้บริโภคอยู่ จะเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิตเป็นหลัก สินค้าฟุ่มเฟือยน่าจะขายลำบาก การนำเข้าสินค้าก็ยากขึ้น เพราะทางการออกกฎหมายและข้อบังคับมากีดกันการนำเข้าอย่างเข้มงวด

เหตุผลหลักคือการป้องกันการเสียดุลการค้า เหตุการณ์เช่นนี้ จะคล้ายคลึงกับในยุคเก่าเลยครับ ดังนั้นสินค้าใหม่ๆที่เข้ามาสู่ตลาดได้ ก็จะสามารถทำการตลาดได้ไม่ยาก นี่คล้ายๆกับในยุคนั้นที่ผมทำให้สินค้าตัวหนึ่ง โด่งดังขึ้นมาในตลาดอินโดจีนนั่นเองครับ

อาทิตย์หน้าผมจะเล่าถึงบรรยากาศของตลาด โดยจะเล่าจากมุมมองของคนที่เคยมีประสบการณ์ผ่านมาสามสิบกว่าปี ให้เพื่อนๆได้อ่านดู

โปรดติดตามกันต่อในอาทิตย์หน้านะครับ