การเมืองป่วน-รัฐบาลไร้เสถียรภาพ....การขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจจะสะดุดไหม ?

วันที่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 07:30 น.
การเมืองป่วน-รัฐบาลไร้เสถียรภาพ....การขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจจะสะดุดไหม ?
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

ฉบับนี้เขียนเกี่ยวกับเศรษฐกิจ-การเมืองเป็นผลสืบเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาการเมืองทั้งในรัฐสภาและพรรคร่วมรัฐบาลจนไปถึงการเมืองนอกสภาเล่นกันแรง ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดต่อเนื่องจากปีที่แล้ว พอจะฟื้นเจอระบาดระลอกที่ 5 “Omicron Panic” ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามูลค่าเศรษฐกิจในรูปของ GDP โดยใช้ฐานปีพ.ศ.2562 ลดหายไปถึงประมาณ 2.576 ล้านล้านบาท ธุรกิจจำนวนมากหากไม่เจ๊งไปก่อนก็ต้องเข้าสู่โครงการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินตามข้อมูลระบุว่ามีถึง 5.12 ล้านบัญชีคิดเป็นมูลหนี้ 2.35 ล้านล้านบาท หนี้ครัวเรือนเปรียบเทียบช่วงก่อนโควิดเดือนมีนาคมปีพ.ศ.2563 ถึงไตรมาส 3 ปีที่แล้วธุรกิจและชาวบ้านเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นถึง 8.434 แสนล้านบาท จนถึงขณะนี้เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงจำนวนแรงงานในระบบประกันสังคมยังลดหายไปถึง 663,204 คน  

ช่วงเวลาเช่นนี้ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและการเมืองที่เอื้อต่อการผลักดันมาตรการที่จำเป็นโดยเฉพาะการกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายและเยียวยาธุรกิจและแรงงานที่ยังอยู่ในวังวนไม่ฟื้นตัว ปัญหาใหญ่ของภาคเอกชนโดยเฉพาะ SME ขาดสภาพคล่องเดินหน้าธุรกิจไม่ได้ไม่สามารถส่งต้นและดอกเบี้ยอยู่ในกลุ่ม “NPL Cliff” หากนโยบายไม่ต่อเนื่องจะเห็นผลกระทบไปถึงสถาบันการเงินที่ซุกหนี้เสียจำนวนมากจะทำให้ปัญหาซับซ้อนแก้ไขยาก

เศรษฐกิจกับการเมืองเกี่ยวข้องปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงในช่วงหัวเหลี้ยวหัวต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องเห็นตรงกันเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชากรไทย 66.5 ล้านคน แต่ภาพที่เห็นคือรัฐบาลแทบประคองตัวไม่รอดขาดมือดีด้านเศรษฐกิจเพราะไม่หาคนเก่งเข้ามาช่วยงานกั๊กเก้าอี้รัฐมนตรีไว้เป็นโควต้าต่อรองทางการเมือง ในรัฐสภาประชุมส.ส.ต้องลุ้นว่าองค์ประชุมจะครบไหม ในซีกรัฐบาลมาจากสารพัดพรรคต่างช่วงชิงเล่นเกมส์การเมืองทำงานไม่เป็นทีมแค่เลือกตั้งซ่อม 2 จังหวัดภาคใต้และหลักสี่-จตุจักรในสิ้นเดือนนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังแข่งกันเอาเป็นเอาตายพอเจอกันก็ยิ้มแบบซ่อนมีดไว้ในปาก

การเมืองไทยวันนี้อาจแปลกกว่าทุกครั้งเพราะเห็นชัดว่าแบ่งออกเป็น 3 ขั้วใหญ่ๆ เริ่มจากขั้วแรก คือก๊วนของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถอดร่างมาจากคสช. ซึ่งได้อำนาจมาจากการรัฐประหารแล้วเข้าสู่ระบบเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เอื้อต่อการอยู่ในอำนาจยาว โดยขั้วนี้เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมเข้มข้นเป็นรัฐบาลแบบรัฐราชการ “BUREAUCRATIC STATE” ผสมผสานกับการเมืองแบบรุ่นพี่รุ่นน้องในลักษณะระบบอุปถัมภ์ “PATRONAGE SYSTEM”

ขั้วที่สอง เป็นพรรคการเมืองกลุ่มอนุรักษ์แบบทุนนิยม “CAPITALISM CONSERVATIVE” คือเล่นการเมืองแบบเก่าของยุค 1.0 เน้นการหาเสียงและใช้ทุนควบคู่ไปกับระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ของตน พรรคการเมืองส่วนใหญ่ของไทยอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น พรรคพปชร., เพื่อไทย, ประชาธิปปัตย์, ภูมิใจไทย, พรรคเล็กพรรคน้อยต่างๆ เหตุผลผู้เขียนไม่แยกพรรคพปชร.ซึ่งเป็นแกนนำหนุนบิ๊กตู่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำฝ่ายค้านเนื่องจากทั้งสองพรรคเนื้อในเป็นกลุ่มอนุรักษ์แบบทุนนิยมเหมือนกันเพียงแต่พรรคเพื่อไทยกับ “คุณโทนี่ วูดซั่ม” เป็นหนึ่งเดียวกันขนาดส่งลูกสาวเข้ามากำกับพรรค ทั้งนี้คนของพรรคเพื่อไทยจำนวนมากช่วงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไหลไปชายคากับ “พปชร.” โดยหลายคนเป็นแกนนำในพรรครัฐบาล

ขั้วที่สาม เป็นพวกก้าวหน้ามีพรรคก้าวไกลเป็นแกนแนวคิดเป็นแบบเสรีนิยม “LIBERALISM” แต่ก็มีทุนใหญ่หนุนอยู่ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงให้การเมืองมีอิสระจากระบอบสถาบัน ไม่เน้นระบบอุปถัมภ์ใช้อุดมการณ์ทางการเมืองด้วยการกระจายอำนาจและแนวคิดของคนรุ่นใหม่ทำให้เป็นพรรคที่ตรงใจของคนหนุ่มสาวยุค “New Gen”  ขณะที่พรรคการเมืองที่เกิดใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอนุรักษ์แบบทุนนิยม เช่น พรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงหน่อย, พรรคกล้าของคุณกรณ์ จาติกวณิช, พรรคสร้างอนาคตไทยของ 2 กุมารที่เปิดตัวสดๆ ร้อนๆ รวมถึงพรรคเศรษฐกิจที่กำลัง “ฮอต” เป็นตัวแปรสำคัญของการเมืองไทย ทั้งนี้ด้วยกฎหมายเลือกตั้งที่กำลังอยู่ในรัฐสภาการเข้ามาเล่นการเมืองของพรรคเล็กคงไม่ง่าย

จากที่กล่าวจะเห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองแบบหลายขั้วแม้แต่ “บิ๊กตู่” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีท่านเล่นการเมืองโดยไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ช่วงแรกๆ บารมีของ “คสช.” คับแก้วทำให้พรรคการเมืองที่หนุนมีเอกภาพ พอผ่านไปหลายปีคะแนนนิยมไม่เหมือนเดิมทำให้พรรคแกนนำรัฐบาล “พปชร.” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆไส้ในยังแบ่งเป็นอีกหลายก๊วนเริ่มขาดความเป็นเอกภาพ  เมื่อมาเจอคุณธรรมนัสฯ และอีก 20 ส.ส. ถูกขับออก (แบบสมัครใจ) อาจทำให้เกิดช่องว่างในพรรคที่หลายกลุ่มจะแข่งกันเข้ามามีบทบาท ถึงแม้จะบอกว่าจะยังคงอยู่ในซีกรัฐบาลแต่ก็เริ่มเห็นข่าวการต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรี การที่จะให้หรือไม่ให้ล้วนเป็นปัญหา ณ วันนี้อาจเร็วไปที่จะบอกได้ว่าฤทธิ์เดชของคุณธรรมนัสฯ จะมากน้อยเพียงใดต้องรอภาพให้ชัดเจนว่ากลุ่มส.ส.ที่ถูกขับออกจะไปอยู่ในพรรคใดซึ่งแว่วๆ ว่าจะเป็นพรรคเศรษฐกิจไทยซึ่งจะทำให้ดุลอำนาจเปลี่ยนไปเนื่องจากหากไม่หนุนบิ๊กตู่จะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเสียงปริ่มน้ำ

การเปลี่ยนแปลงการเมืองเป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจของขั้วต่างๆ แม้แต่พรรคฝ่ายค้านก็ไม่ต้องการเป็นฝ่ายค้านเพราะการเข้าไปควบคุมกลไกรัฐนอกจาก “อำนาจ” ยังมีผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประเด็นที่นักธุรกิจกังวลคือสภาวะเศรษฐกิจถึงจะเริ่มเห็นแสงสว่างแต่ธุรกิจจำนวนมากยังอยู่ปากเหวโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวต่างชาติที่การฟื้นตัวอาจต้องรอไปปีหน้า เศรษฐกิจที่เปราะบางต้องการมาตรการรัฐเข้ามาช่วยพยุงค้ำจุนให้ฟื้นตัว รัฐบาลที่มีเสถียรภาพและการเมืองที่เอื้อจะเป็นกุญแจสำคัญของการฟื้นเศรษฐกิจไทย การมีรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้เต็มที่ทุกวันมีแต่ข่าวจะยุบสภา พรรคการเมืองต่างๆ พร้อมรบลงสนามเลือกตั้ง

ถึงแม้เศรษฐกิจกับการเมืองไทยในอดีตอาจไม่กระทบมาก แต่ในช่วงวิกฤตซึ่งการแพร่ระบาดยังไม่จบเศรษฐกิจโลกยังแปรปรวนไม่แน่นอน ในเวลาเช่นนี้เอกชนต้องการในการเมืองนิ่งหากจะเล่นเกมส์การเมืองก็ให้พอดีต้องการเห็นมาตรการและนโยบายของรัฐที่ต่อเนื่องในการเข้ามากระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ให้สะดุดแค่รับมือกับโควิดก็เหนื่อยแย่อยู่แล้วตามมาด้วยเงินเฟ้อ การลงทุนเอกชนยังแผ่ว การฟื้นท่องเที่ยวต่างชาติยังอีกไกล ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับราคาสูงแถมราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 ม.ค.) ราคาน้ำมันดิบโลกตลาดนิวยอร์กพุ่งถึง 84.01 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลสูงสุดในช่วง 1 ปี รัฐบาลไม่ต้องการให้ต้นทุนขนส่งสูงไปดันเงินเฟ้อประกาศตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาทไปถึงปลายเดือนมีนาคมด้วยการใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน 2.49 บาทต่อลิตรใช้เงิน 4,600 ล้านบาทต่อเดือนและอุดหนุนก๊าซหุงต้มใช้เงิน 2,000 ล้านบาทต่อเดือน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบร้อยละ 1 ถึง 3

จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจที่เปราะบางและซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอกจำเป็นต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพระบอบการเมืองที่เอื้อ ประเทศไทยติดกับดักประเทศที่การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและกลายเป็นผู้ป่วยของอาเซียน ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการเมืองแบบ “น้ำเน่า” มุ่งแต่การแข่งขัน-ช่วงชิง-แบ่งปันให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐและตามมาด้วยผลประโยชน์ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องการเฟ้นหาคนดีมีฝีมือเข้ามาช่วยงาน หากการเมืองยังเป็นเช่นนี้คนที่เก่งด้านเศรษฐกิจใครเขาจะกล้าเข้ามาช่วยงานแค่เห็นเขี้ยวก็ไม่อยากยุ่งแล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร ก่อนหน้าหวังว่าบิ๊กตู่จะเป็นอัศวินขี่ม้าขาวเป็นฮีโร่เข้ามาแก้ปัญหาของชาติผ่านมา 8 ปีกลับไปอยู่ในวังวนการเมืองแบบเดิมๆ จะยุบสภาหรือปรับครม.ก็เท่านั้น หาก “ตัวละคร” ยังเหมือนเดิม....ประชาชนจะพึ่งใครครับ ?