รับมือโควิดสายพันธุ์ “โอมิครอน”....หวันฉุดฟื้นเศรษฐกิจปีหน้า

วันที่ 06 ธ.ค. 2564 เวลา 07:30 น.
รับมือโควิดสายพันธุ์ “โอมิครอน”....หวันฉุดฟื้นเศรษฐกิจปีหน้า
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

“Omicron” สายพันธุ์ใหม่ของโควิด-19 ที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า “โอไมครอน” หรือโอมิครอนที่ผู้เขียนจะใช้คำหลัง กลายเป็นประเด็นร้อนไปทั่วโลกสามารถแพร่ทางอากาศทำให้การติดเชื้อได้ง่ายและเร็วกว่าเดิม ปัจจุบันมี 27 ประเทศทั่วโลกพบการติดเชื้อจนองค์การอนามัยโลกหรือ “WHO”  ประกาศเตือนภัยระดับสูงว่ามีโอกาสกระจายไปทั่วโลกและไม่แน่นอนว่าวัคซีนที่มีอยู่จะป้องกันได้หรือไม่ เป็นเสมือนการดับฝันว่าเศรษฐกิจโลกปีพ.ศ.2565 จะฟื้นตัวเห็นได้จากดัชนีเชื่อมั่นอุปสงค์การใช้น้ำมันโลกอาจไม่เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ทำให้ราคาน้ำมันดิบมีการอ่อนตัวช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนน้ำมันตลาดนิวยอร์ด (WTI) 83.97 USD./Barrel เปรียบเทียบราคาวันที่ 3 ธันวาคมราคาลงเหลือ 66.47 USD. ลดลงถึงร้อยละ 20.8 USD. ต่ำสุดในช่วง 5 เดือน ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดดูไบซึ่งเป็น “Real Market” ราคาร่วงลงเหลือ 68.62 USD./Barrel แต่อย่าพึ่งด่วนสรุปว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วงขาลงเพราะตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

การกลายพันธุ์ของโควิดรอบใหม่อาจเป็นการพลิกเกมส์ “Game Changer” ที่รัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาใช้เงินมากกว่า 1.1 ล้านล้านบาทในการประคับประคองเศรษฐกิจที่ทรุดตัวให้กลับมาฟื้นตัวในปีหน้าโดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการตั้งเป้า 12-18 ล้านคน หากโควิดสายพันธุ์ใหม่กลับมาระบาดใหม่อาจเหลือไม่ถึงครึ่ง ลำพังเศรษฐกิจไทยปีหน้าถึงจะไม่มี “โอมิครอน” การฟื้นตัวก็เปราะบางเป็นทุนอยู่แล้ว การโปรโมท “Thailand Plus” ในช่วงเดือนที่ผ่านมาต่างชาติเข้ามา 133,061 คนพบการติดเชื้อเพียง 172 คนคิดเป็น   ร้อยละ 0.13 ซึ่งถือว่าต่ำมากกระแสการตื่นตัวของ “โอมิครอน” ที่ต้นตอมาจากแอฟริกาใต้ การแพร่ระบาดคงต้องดูช่วงหลังวันหยุดปีใหม่คนไปเที่ยวและกลับภูมิลำเนาค่อนประเทศสถานการณ์จะเป็นอย่างไร

“โอมิครอน” กลายเป็นปัจจัยท้าทายการเปิดประเทศเพื่อฟื้นเศรษฐกิจแต่การกลายพันธุ์ทำให้สมการเปลี่ยนใหม่หมดเพราะหลายประเทศเริ่มมีการซีลปิดประเทศ เช่น จีนซึ่งเป็นลูกค้าหลักด้านท่องเที่ยวอาจเลื่อนการเปิดประเทศออกไปอีกขณะที่ญี่ปุ่นกลับมาปิดประเทศอีกรอบ หากมีการระบาดรอบใหม่จนต้องล็อกดาวน์อีกครั้งจะทำให้เศรษฐกิจซึ่งอ่อนแออาจล้มเป็น “โดมิโน่” ทั้งระบบ ต้องเข้าใจว่าภาคเอกชนตั้งแต่รายย่อยไปจนถึงรายใหญ่ส่วนใหญ่พึ่งเงินจากแบงค์ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจทรุดตัวรุนแรงทำให้มีธุรกิจและครัวเรือน 6.69 ล้านบัญชีต้องเข้ามาอยู่ในโครงการปรับโครงสร้างหนี้และรีไฟแนนซ์มูลหนี้ประมาณ 3.38 ล้านล้านบาทหรือเท่ากับร้อยละ 26.76 ของหนี้สถาบันการเงินรวมกัน

ความกังวลเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาจต้องมาทบทวนใหม่ ถึงแม้ที่ผ่านมาอัตราการฉีดวัคซีนเข็มแรกของไทยอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจและผู้เข้าถึงวัคซีนเข็ม 2 มีสัดส่วนร้อยละ 83.65 ยังเหลือผู้ที่ไม่ฉีดอีกจำนวน 8.17 ล้านคน ขณะเดียวกันนักเรียนตั้งแต่ระดับประถม, มัธยมปลายและระดับปวช. จำนวน 8.94 ล้านคนการเข้าถึงวัคซีนเพียงร้อยละ 32.64  ตรงนี้เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ที่ไวรัสกลายพันธุ์ติดเชื้อได้เร็วและง่ายกว่าสายพันธุ์เดลต้า

อีกทั้งความไม่ชัดเจนว่าถึงจะได้รับการฉีดวัคซีนจะป้องกันได้หรือไม่รวมถึงความรุนแรงของการแพร่ระบาดภายใต้การเปิดเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้มีผู้คนออกไปจับจ่ายใช้สอย, เดินทาง, ท่องเที่ยว และกิจกรรมทางสังคมต่างๆ จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไร ประเทศไทยมีความอ่อนไหวด้านท่องเที่ยวและมีธุรกิจบริการสาขาต่างๆ มากสุดของอาเซียนจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการรับมือที่เป็นรูปธรรม กรณีศึกษาที่โควิดกลับมาระบาดใหม่ที่เกิดในยุโรป เช่น เยอรมันขณะนี้เตียงนอนผู้ป่วยไม่พอและกรณึศึกษาครั้งที่มีการระบาดหนักในไทยจนต้องมีโรงพยาบาลสนามควรจะมีการทำแผนให้รัดกุม

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการแพร่ระบาดของ “โอมิครอน” จนถึงขณะนี้ยังไม่ชัดเจนการติดเชื้อง่ายกว่าเดลต้าแต่จะรุนแรงเพียงใดยังอยู่ในขั้นศึกษาวิจัย ล่าสุดองค์การอนามัยโลกออกมาเตือนว่าจนขณะนี้(3 ธ.ค. 64) ยังไม่ได้รับรายงานว่าผู้ป่วยในประเทศใดเสียชีวิต โดยได้เตือนว่าอย่าวิตกกังวลจนบางประเทศออกมาตราแบบปูพรมโดยไม่ตั้งอยู่บนฐานทางวิชาการ จำนวนการติดเชื้อยังไม่มากทั่วโลกมีผู้ป่วยจากไวรัส  โอมิครอนประมาณพันรายส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป เริ่มพบคนติดเชื้อในสหรัฐอเมริกาในเอเชียพบที่อินเดีย,ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้แต่จำนวนไม่มาก มีนักวิชาการทางการแพทย์ชั้นนำของโลกระบุว่าการติดเชื้อง่ายกว่าสายพันธุ์“เดลต้า” ซึ่งจะทำให้จำนวนคนติดโควิดสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลกจะสูงตามไปด้วย 

การรับมือ “โอมิครอน” ของไทยซึ่งแพทย์ใหญ่ของศบค. ระบุว่าคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในที่สุดคงระบาดเข้ามาในเมืองไทยอีกทั้งนายกรัฐมนตรียืนยันที่จะไม่ปิดประเทศ ภายใต้การโปรโมทรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การคัดกรองนักท่องเที่ยวในช่วง “High Season” ที่จะเข้ามา 3.5-4.0 แสนคนคงไม่ได้ง่าย ขนาดผู้เขียนไปทำ RT-PCR ที่โรงพยาบาลเอกชนยังต้องรอผลเกือบชั่วโมงหากคนจำนวนมากรออยู่ที่สนามบินจะทำอย่างไร ขณะเดียวกันการเร่งนโยบายส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศอัดฉีดเงินให้คนไปใช้จ่ายโดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวปีใหม่จะมีมาตรการอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดเหมือนที่เคยเกิดหลังสงกรานต์ปีนี้

ปีหน้าซึ่งเหลือเวลาประมาณ 3 สัปดาห์จะเข้าสู่ศักราชใหม่อาจไม่ใช่ปีสดใสเนื่องจาก “Omicron Downside Risk” ได้กลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มความเปราะบางของการฟื้นตัวอาจไม่เป็นไปตามที่คาดโดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่แคะกระปุกหรือนำเงินก้อนสุดท้ายออกมาใช้เพื่อปรับปรุงธุรกิจรับการเปิดประเทศแต่หากนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมาและ/หรือเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวพวกเขาเหล่านี้จะทำอย่างไร ตลอดจนการจ้างงานใหม่อาจไม่แน่นอนจะมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยซึ่งไตรมาสที่แล้วถึงหดตัวและอาจซึมต่อไป ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วคงไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าที่ผ่านมาเพียงแต่การฟื้นตัวเร็วช้าจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่าทำงานอยู่ในคลัสเตอร์ใด หากอยู่ในภาคส่งออกและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องคงฟื้นตัวได้เร็ว หากอยู่ในภาคค้าปลีกและ/หรือบริการอาจยังทรงๆ แต่หากอยู่ในภาคท่องเที่ยวที่พึ่งพิงต่างชาติคงต้องเหนื่อยและอึดอีกยาว มีการประเมินฟื้นตัวเศรษฐกิจให้กลับมาเหมือนเดิมคงไม่ใช่ปีหน้า ต้องติดตามว่าพิษสงของโอมิครอนจะร้ายและรุนแรงอย่างที่กังวลใจกันมากน้อยเพียงใดและจะมีผลต่อการสะดุดตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างไร คนที่ดูแลประเทศอย่ามัวแต่เล่นการเมืองเอาแต่คอยจะยึดพรรคหรือย้ายพรรค....เห็นบอกว่ารักชาติเวลาเช่นนี้คงต้องมาดูชาติไม่ใช่มัวแต่ดูพรรคนะครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat