สถานการณ์เปลี่ยน เวลาเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน... ถึงเวลาต้องแก้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 10 ส.ค. 2563 เวลา 07:10 น.
สถานการณ์เปลี่ยน เวลาเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน...  ถึงเวลาต้องแก้รัฐธรรมนูญ
คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบทิศ

ข้อความข้างต้นยืมมาจากโพสต์ข้อความออนไลน์ของแกนนำส.ว.กลุ่มที่เป็นกำลังหนุนของบิ๊กตู่กระตุ้นให้รัฐบาลประยุทธ์ 2/2 เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแรงกดดันแฟลชม็อปที่เริ่มมีสัญญาณจุดติดมีประชาชนเห็นด้วยจำนวนมาก เหตุเพราะใช้มาปีครึ่งรู้จุดบกพร่องและปัญหาต่าง ๆ ต้องเข้าใจว่าช่วงทำประชามติส่วนใหญ่ให้ผ่านเพราะต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เมื่อใช้ไปมีกลุ่มต่าง ๆ ออกมาประท้วงให้แก้ไขจำเป็นที่จะต้องปรับความคิดของกลุ่มที่อยู่ในอำนาจเพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยที่มั่นคงไม่จำเป็นที่จะต้องรอจนสิ้นสุดบทเฉพาะกาล ท่าทีของส.ว.ที่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลใดเป็นแนวทางถูกต้องโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้าจากวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากโควิด-19 และแทรกซ้อนประเด็นการเมืองนอกสภา

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ออกมากดดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มบานปลายจากเดิมมองว่าเป็นกลุ่มเด็ก-เยาวชนที่เคลื่อนไหวแฟลชม็อปในลักษณะ “มุ้งมิ้ง” แบบเด็ก ๆ มาเรียกร้องปลุกกระแสแบบเช้าไปเย็นกลับคงทำอะไรไม่ได้ แต่กลายเป็นว่ากระแสจุดติดมาแรงเป็นรูปแบบม็อปที่ไม่มีแกนนำชัดเจนใช้โซเซียลออนไลน์ในการสื่อสาร จำนวนคนอาจไม่ล้นหลามอย่างเสื้อเหลือง-เสื้อแดงแต่มีมวลชนติดตามในออนไลน์เป็นหลักหลายล้าน    มีการประท้วงรายวันกระจายไปเกือบทุกจังหวัด พวกที่แสดงออกล้วนเป็นเด็กตั้งแต่ระดับมัธยมต้น-ปลายไปจนถึงอุดมศึกษา-มหาวิทยาลัยเป็นพวกวัยใส ๆ น่ารักเหมือนลูกหลานของเรา

พวกที่ชอบอ้างกฎหมายหรือพรก.ฉุกเฉินไปข่มขู่จะเอาเรื่องหากจะทำอะไรต้องคำนึงว่าเบื้องหลังของเขาเหล่านี้แต่ละคนมีพ่อ-แม่ มีพี่น้อง-ญาติที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง บางคนเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ อย่าให้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียวกลายเป็นเรื่องใหญ่ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์บ่งบอกว่ารัฐบาลที่ไปทำอะไรกับเด็กและเยาวชนแม้แต่แผ่นดินก็ไม่มีที่จะให้ยืน สิ่งที่ต้องรับฟังคือเด็กพวกนี้เขาแสดงออกถึงความคิดที่แสดงต่อผู้นำของประเทศและระบอบการปกครองที่เขาปฏิเสธที่เห็นว่ามีความหมกเม็ดที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ

ที่ต้องชมพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับลำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะให้จัดเปิดเวทีรับฟังคนรุ่นใหม่แต่เจ้าตัวจะไปร่วมด้วยยังไม่แน่บอกว่า “เดี๋ยวต้องดูก่อน”  สำหรับที่กล่าวว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องมาก่อนมีคนตกงานเยอะและมีคนเดือดร้อนมากซึ่งก็เห็นด้วย แต่สถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนไปสามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญคู่ขนานกันไปกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ทำได้ ด้านรัฐสภามีกรรมธิการตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำอย่างจริงจังอย่ามีลูกเล่นเตะถ่วงซื้อเวลาลดกระแสม็อปเพราะประเทศไทยมาถึงวันนี้ไม่มีใครฉลาดกว่าใคร ควรเร่งแก้แบบปะผุแก้เฉพาะมาตราและบทเฉพาะการณ์ที่เกี่ยวกับอำนาจของวุฒิสมาชิกและที่มาของส.ส.ประเภทปัดเศษ       สำหรับประเด็นอื่น ๆ ค่อยมาว่าต่อภายหลัง

ดูท่าทีของรัฐบาลและส.ส.ส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกันพวกหนึ่งจะให้แก้ทีเดียวทั้งฉบับ อีกพวกหนึ่งอยากให้แก้เฉพาะมาตราที่เป็นปัญหาโดยเฉพาะมาตรา 256 ที่ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีสมาชิกทั้งส.ส.และส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งอีกทั้งยังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่ออกแบบมาไม่ให้แก้ไขได้ง่าย ๆ ที่จริงหากทุกพรรคการเมืองมีความจริงใจที่จะแก้ไขอย่าให้เสียงแตกเพราะยังต้องผ่านด่านสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นการแต่งตั้งคนใกล้ชิดที่บางคนยังอาจหวงอำนาจหรือมีใบสั่ง ที่หวังว่าจะแก้ไขได้ในเร็ววันคงยากอย่าให้เป็นเพียงแค่เกมส์ซื้อเวลาหลอกเด็ก

ต้องยอมรับว่ากระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญลึก ๆ แล้วอยู่ในใจของประชาชนช่วงลงมติรับร่างฯ สมัยคสช.เพราะสถานการณ์ช่วงนั้นบ้านเมืองวุ่นวายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ เอาไม่อยู่รวมถึงความไม่น่าเชื่อถือของส.ส.ที่ประชาชนพึ่งไม่ได้ จังหวะที่ “บิ๊กตู่” เข้ามาจึงเหมือนกับอัศวินขี่ม้าขาวเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน แต่เวลาเปลี่ยนไปแล้วรัฐบาลที่มาจากคสช.อยู่ต่อเนื่องเข้ามาปีที่เจ็ดภายใต้บทเฉพะกาลจะอยู่ได้อีกยาว รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอ่านแล้วเข้าใจยากชาวบ้านรวมทั้งผมยอมให้ผ่านเพราะเห็นแก่ประโยชน์บ้านเมือง แต่บริบทที่เปลี่ยนไปไม่มีรัฐบาลไหนที่จะอยู่ได้ค้ำฟ้าเพราะยิ่งอยู่นานชาวบ้านก็ยิ่งเบื่ออยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ตรงนี้เป็นสัจธรรมไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลไหนล้วนก็ต้องไปในทิศทางนี้ คนที่เข้ามาเล่นการเมืองต้องปลงอย่าไปผูกขาดความรักชาติมองคนเห็นต่างเป็นพวกชังชาติไปหมด

ที่ต้องชมรัฐบาลคือการแก้ไขการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาทำได้ดีอยู่ในอันดับหนึ่งของโลก แต่เครดิตส่วนใหญ่ไปตกกับศบค.และทีมแพทย์ที่กลายเป็นพระเอกโดยรัฐบาลไม่ได้ตั้งใจ ที่ตามมาคือประเด็นการเยียวยาแก้ปัญหาปากท้องกลายเป็นเรื่องใหญ่ มีคนตกงานเป็นหลักล้านพวกที่มีงานแต่รายได้ลด-ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ-ชาวบ้านไม่พอกินพอใช้-มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจพอเงินหมดปัญหาก็เริ่มตามมา วิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากโควิดเป็นโจทย์ยาก    ใช้เวลายาวเกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่รู้ว่าจะเหมือนเดิมเมื่อใด แต่ระดับชาวบ้านและผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่คงไม่เข้าใจเพราะปัญหาเฉพาะหน้าของพวกเขาคือความเดือดร้อน แฟลชม็อปจากเด็กและเยาวชนจึงสอดคล้องกับความรู้สึกของ “พลังเงียบ” ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกร่วม

ประเด็นเหล่านี้เป็นโจทย์ที่ครม.ประยุทธ์ 2/2 ต้องตีให้แตกต้องเร่งแก้ปัญหาทั้งมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ให้ตรงจุดเข้าถึงปัญหา เพดานกู้หนี้สาธารณะยังทำได้ เงินบาทยังมีเสถียรภาพ สภาพคล่องของสถาบันการเงินยังล้นหากไม่ใช้เงินช่วงนี้แล้วจะไปใช้ช่วงไหน ขณะเดียวกันประเด็นการเมืองที่มีกระแสให้ปรับแก้รัฐธรรมนูญขณะนี้มาแรงเพราะเริ่มเห็นปัญหา รัฐบาลและพรรคร่วมต้องเป็นหัวหอกทำไปพร้อมกับมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บอกให้ชัด ๆ ว่าจะแก้ประเด็นใดและเมื่อใดที่สำคัญแก้แล้วจะยุบสภาไหมซึ่งคงไม่เร็วกว่าปลาย    ปีหน้า ถึงตอนนั้น “บิ๊กตู่” ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งต่อเนื่อง 8 ปีสร้างตำนานของประเทศ....จริง ๆ นะครับ

( สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์  www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat )

        

บทความแนะนำ