อนาคตประเทศไทย...ไปทางไหนยังไม่รู้

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 07:00 น.

อนาคตประเทศไทย...ไปทางไหนยังไม่รู้

โดย ดร.ธนิต โสรัตน์รองประธานสภานายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ขอหยิบยกวาทกรรมของมรว.ปรีดิยาธร เทวากุล ไปพูดในงานเสวนาที่ม.ขอนแก่น เมื่อ 8 กันยายน ที่ผ่านมาพูดชัดเจนเห็นภาพประเทศไทยวันนี้ไปถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งระบุว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศหมักหมมขาดการแก้ปัญหาเชิงระบบมาอย่างยาวนาน เปรียบเทียบเศรษฐกิจปัจจุบันกับเมื่อ ปีพ.ศ.2557 เศรษฐกิจช่วงนั้นมีปัญหาหนักหนากว่านี้เพราะจีดีพีโตไม่ถึงร้อยละ 1 เป็นช่วงที่รัฐบาลทหารเข้ามาควบคุมประเทศไทยเต็มรูปแบบใครวิจารณ์ไม่ได้ หากเปิดใจรับฟังปัญหารอบด้านหาคนเก่ง ๆ เข้ามาช่วยเศรษฐกิจของประเทศจะไม่เดินมาติดหล่มเหมือนกับที่เป็นอยู่ วันนี้วินัยการคลังล้มเหลวมากนโยบายของรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบให้สืบอำนาจรูปแบบก็ยังเหมือนเดิม ใช้สูตรและวิธีการแบบเดิม ๆ หากเป็นแบบนี้ทั้งรัฐบาลและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะไปยาก

ข้อความข้างต้นถอดจากบทนำของนสพ.มติชน รายวัน (11 ก.ย.62) คนที่พูดเป็นถึงอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและเป็นอดีตผู้ว่าแบงค์ชาติ ข้อคิดเห็นเหล่านี้คงต้องรับฟังและสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาแบบรายวันอีกทั้งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีรู้สึกว่าจะไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง วันนี้ต้องยอมรับว่าประชาชนไม่มีสตางค์การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินแบบฟรี ๆ ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและเงินให้ไปเที่ยวแถมเงินช่วยเหลือบุตรที่เพิ่มให้เป็นพิเศษแต่ต้องใช้ให้หมดภายใน 2 เดือน ซึ่งคงพอจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างแต่หลังจากนั้นจะเป็นยังไงต่อคำตอบคือไม่รู้

ก่อนอื่นขอย้ำว่าเศรษฐกิจช่วงนี้แย่จริง ๆ คนที่ทำธุรกิจหรือค้าขายรู้ดีเงินฝืดไปหมดแม้แต่ในภาคธุรกิจก็ไม่ต่างกัน โรงงานเดินไม่เต็มกำลังการผลิต เร็ว ๆ นี้มีโอกาสไปต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือ ใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูซึมไปหมด ภาคอีสานนอกจากเศรษฐกิจไม่ดีก่อนหน้านี้เจอแล้งวันนี้น้ำท่วมหนักมาก ๆ จะอยู่กันอย่างไร ภาพรวมขณะนี้โรงงานบางแห่งต้องหยุดเครื่องหรือทำบ้างปิดบ้างเพราะออเดอร์หรือคำสั่งซื้อไม่พอ

สอดคล้องกับผลสำรวจนิด้าโพลระบุว่ารัฐบาลสอบตกด้านนโยบายเศรษฐกิจแต่ดูเหมือนว่าผู้บริหารประเทศจะไม่ใส่ใจไม่เชื่อผลสำรวจแถมบอกให้มีหลักคิดให้ถูกต้อง ในเวลาใกล้กันดัชนีเชื่อมั่นของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบปีเศษเป็นการสำรวจทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประชาชนขาดความเชื่อมั่นความเป็นอยู่และเศรษฐกิจในอนาคตแต่ดีหน่อยตรงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบแพ็คเกจและมาตรการประกันรายได้เกษตรกร 5-7 หมื่นล้านบาทซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในต่างจังหวัด แต่ที่ต้องติดตามคือดัชนีการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งถือว่าไม่ค่อยดีจะเป็นปัญหาในช่วงต้นปีหน้าที่เด็กใหม่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานจะหางานยาก

ประเด็นเศรษฐกิจจะไปโทษรัฐบาลทั้งหมดคงไม่ใช่ ประเทศต่างๆ สหรัฐ ยุโรป จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ต่างอยู่ในสภาวะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงวัฏจักรขาลงการแก้ปัญหามีความซับซ้อนโยงใยถึงกันขณะที่เศรษฐกิจไทยอิงกับเศรษฐกิจโลกในสัดส่วนที่สูงมากจึงได้รับผลกระทบ เพียงแต่ที่นักวิชาการหรือนักเศรษฐศาสตร์เขาบ่นกันแค่ขอให้รับฟังความคิดเห็นที่ต่างกันบ้างอย่าไปผูกขาดความรักชาติ อย่าไปติดพวกเดิมๆ ที่เป็นเทคโนแครตหรือพวกใส่สูท 4.0 แต่ข้างในขึ้นสนิมพูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง พวกเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวอาจสบายใจพูดกันง่าย แต่ใช้มานานแล้วทำได้แค่นี้ควรเปลี่ยนเอาตัวช่วยใหม่ ๆ มาแซมบ้าง ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาสมัยคุณโอบามาหรือประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนทีมงานบ่อย ๆ โดยเฉพาะสมัยที่ 2 ต้องเปลี่ยนยกแผงแต่ของไทยเป็นพวกรักพวกการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงวนอยู่ในอ่างแก้ไม่ตก

แนวโน้มปัญหาเศรษฐกิจจะยิ่งทวีความซับซ้อนล่าสุดธนาคารกลางยุโรปหรือ “ECB” หั่นดอกเบี้ย ติดลบเหลือร้อยละ -0.50 และคงดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับร้อยละ 0.25 มีแนวโน้มกลับมาใช้ “QE” หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณระยะยาวด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบเดือนละสองหมื่นล้านยูโรคิดเป็นเงินไทยราว 3.78 แสนล้านบาท ผลข้างเคียงปลายสัปดาห์ที่แล้วค่าเงินยูโรร่วงส่งผลให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ซึ่งจะซ้ำเติมภาคส่งออก

แต่ในอีกด้านหนึ่งสินค้านำเข้าและราคาพลังงานคงนิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประชาชนไม่ให้ข้าวของแพงขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคงต้องเร่งมีแพ็คเกจอะไรออกมาใหม่ ๆ เพื่อรองรับการ ผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยแทรกซ้อนทั้งสงครามการค้า ปัญหาผลข้างเคียงเกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกงรวมถึงวิกฤติอิหร่านที่ใกล้ตัวเกี่ยวกับข้อพิพาททะเลจีนใต้ที่สหรัฐอเมริกา-อังกฤษ-จีนและหลายประเทศในอาเซียนมีความขัดแย้งเส้นทางเดินเรือและผลประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยในยุคที่โลกเชื่อมกันแบบไร้รอยต่อคงไม่ใช่ง่ายส่งผลต่ออนาคตของไทยมีความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายนอกที่คุมไม่ได้ ทั้งจากวัฏจักรเศรษฐกิจขาลงบวกความขัดแย้งมหาอำนาจสองขั้วจีน-สหรัฐ โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ฯ เดาใจไม่ได้เปลี่ยนนโยบายเรรวน สำหรับการเมืองในประเทศเกี่ยวข้องกับครม.เศรษฐกิจที่มาจากหลายพรรคที่ไส้ในขาดความเป็นเอกภาพการแก้ปัญหาไม่เป็นทีม ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเสถียรภาพรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาตัวเองแบบรายวันจะเอาเวลาที่ไหนไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ เช่น ปมถวายสัตย์ไม่ครบมีคนไปร้องที่สุดศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ชี้อยู่นอกอำนาจตีตกไปคงช่วยให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หายใจง่ายขึ้นหน่อย

ที่ตามมาเกี่ยวกับกรณีคุณสมบัติรัฐมนตรีที่มีปัญหาดคียาเสพติดเคยติดคุกออสเตรียจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้แต่เขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาลแน่นอน อีกทั้งจำนวนส.ส.ที่หนุนจำนวนปริ่มน้ำพวกส.ส.พรรคเล็กงอแงต้องหากล้วยคอยป้อนแทบไม่ทันยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรเพิ่มเข้ามาอีก ขณะเดียวกันการลงทุนและมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาถูกมองว่าเอื้อแต่ทุนใหญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อฐานรากที่อ่อนแอ โพลต่างๆ

รวมถึงประชาชนว่าเศรษฐกิจอาการไม่ดีหนี้ครัวเรือนสูง แต่คนในรัฐบาลบอกว่าหนี้เป็นปกติเศรษฐกิจยังไปได้ดีโทษคนออกโพลว่ามีอคติ หากเห็นภาพไม่ตรงกันแล้วจะแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้านได้อย่างไรคงได้แต่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรายวันแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไร หากถามว่าระยะยาวจะรับมือเศรษฐกิจที่ผันผวนไหวไหมและประเทศจะเดินไปทางไหน...คำตอบคือ-ไม่ทราบครับ!

ข่าวอื่นๆ