กฟน. ครบรอบ 60 ปี พร้อมขับเคลื่อน Smart Metro ก้าวสู่วิถีอนาคต

  • วันที่ 02 ส.ค. 2561 เวลา 10:19 น.
  • Sponsored Content

กฟน. ครบรอบ 60 ปี พร้อมขับเคลื่อน Smart Metro ก้าวสู่วิถีอนาคต

 

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ครบรอบ 60 ปี ในวันที่ 1 สิงหาคม 2561 พร้อมก้าวสู่ปีที่ 61 อย่างมั่นคง ด้วยภารกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อน Smart Metro เดินหน้ามหานครไร้สาย ส่งเสริมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งอนาคต ภายใต้ค่านิยมระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม ตอบสนองวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรชั้นนำด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในระดับสากล วันนี้ (1 สิงหาคม 2561) นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า ในวาระครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนา กฟน. ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งสู่ปีที่ 61 อย่างมั่นคง จากความมุ่งมั่นในการบริหารงาน คาดว่าผลประกอบการประจำปี 2561 นี้ การไฟฟ้านครหลวงจะมีกำไรสุทธิประมาณ 8,000 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวมมากกว่า 210,000 ล้านบาท ฐานะทางการเงินมั่นคง และมีความสามารถในการลงทุนและชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ กฟน. เร่งเดินหน้าแผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ พร้อมเป็นผู้นำประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดระเบียบสายสื่อสาร เพื่อขับเคลื่อนการเป็น “มหานครไร้สาย Smart Metro” ปัจจุบัน กฟน. ดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินแล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 45.6 กิโลเมตร และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 169 กิโลเมตร โดยในปีนี้ กฟน. ยังมีพื้นที่จะดำเนินการ ได้แก่ โครงการนนทรี โครงการพระราม 3 โครงการรัชดาภิเษก-พระราม 9 โครงการรัชดาภิเษก-อโศก โครงการตามเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) และโครงการตามเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ถนนนานาเหนือ และถนนวิทยุ

ในด้านการพัฒนาคุณภาพงานบริการนั้น กฟน. มุ่งมั่นพัฒนาระบบการให้บริการและยกระดับคุณภาพงานบริการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นหน่วยงานให้บริการด้านระบบไฟฟ้าตัวแทนประเทศไทย ในการพิจารณาในการจัดอันดับความยาก-ง่าย ในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย (Doing Business) ของธนาคารโลก (World Bank) กฟน. ปรับปรุงกฏระเบียบ และพัฒนานวัตกรรมด้านงานบริการต่อเนื่อง ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขอใช้ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย MEA Smart Life Application และทางเว็บไซต์บริการขอใช้ไฟฟ้า MEASY อยู่ที่ไหนก็ขอใช้ไฟฟ้าได้ ทราบค่าใช้จ่ายทันที พร้อมชำระค่าบริการได้หลายช่องทางและติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ประกอบกับ กฟน. มีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลแผนที่ฐานเชิงรหัส (แผนที่ดิจิทัล) มาตราส่วน 1:1000 สารสนเทศเชิงพื้นที่ (Spatial Map) ที่ทันสมัยได้มาตรฐานมีความละเอียดและแม่นยำสูง และมีการจัดอบรมมาตรฐานการติดตั้งสายภายในให้แก่ผู้รับเหมาระบบไฟฟ้า ทั้งในกลุ่มบ้านพักอาศัย และกลุ่มธุรกิจ ทั้งหมดนี้ช่วยให้ระบบให้บริการ กฟน. สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้การจัดลำดับ Doing Business ของประเทศไทยด้านการขอใช้ไฟฟ้า ในปี 2562 ที่จะถึงนี้ ดีขึ้นกว่าปี 2561 ซึ่งได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 13 ของโลก และจะเป็นผลให้การขอใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย สะดวกรวดเร็ว ที่สุดในอาเซียนอีกด้วย รวมถึงการพัฒนาช่องทางการชำระค่าไฟฟ้าเพื่อความสะดวกเพิ่มเติม โดยร่วมมือกับ ธ.กรุงไทย พัฒนาระบบการรับชำระค่าไฟฟ้าจากลูกค้าด้วยระบบคิวอาร์โค้ดข้ามธนาคาร (QR Code Cross Bank) โดยใช้การสแกน QR Cross Bank บนใบแจ้งค่าไฟฟ้าได้ทันที

นอกจากนี้ กฟน. ยังพัฒนาเทคโนโลยีอันทันสมัยด้วย MEA Smart Life Application เพื่อให้บริการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 1 ล้านครั้ง โดยมีฟังก์ชันเด่น ได้แก่ ตรวจสอบและชำระค่าไฟฟ้าผ่านบัตรเครดิต Mastercard Visa Internet Banking BluePay Wallet และช่องทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสด้วย Bar Code - QR Code ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แจ้งไฟฟ้าขัดข้องเพียง 2 คลิก ซึ่งรองรับด้วยระบบ FFM (Field Force Management) ทำให้สามารถแก้ไขไฟฟ้าขัดข้องได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ แสดงประวัติการใช้ไฟฟ้าย้อนหลัง 6 เดือนในรูปแบบกราฟที่ดูง่าย ไม่ซับซ้อน ทั้งยังสามารถแสดงสถานที่ชำระค่าไฟฟ้าและข้อมูลติดต่อสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมทั้งแสดงตำแหน่งกำหนดตามระยะทางได้ เช่น สถานีตำรวจ โรงพยาบาล สถานีดับพลิง เป็นต้น นอกจากนี้ กฟน. กำลังพัฒนาระบบแจ้งประกาศดับไฟ 1 ต่อ 1 เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งข้อมูลตรงเป้าหมายเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฟน. ได้จัดทำ MEA EV Application ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการตรวจสอบสถานีอัดประจุไฟฟ้า การจองหัวชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น โดย กฟน. พร้อมเดินหน้าเป็นผู้นำในการควบคุมจัดการระบบให้บริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อใช้กำกับดูแลและกำหนดหลักเกณฑ์ในการเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายไฟฟ้าในการสนับสนุนภาคธุรกิจ และส่งเสริมให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการจ่ายไฟฟ้าให้กับสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทให้มีความเพียงพอ มั่งคง ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ซึ่ง กฟน. สนับสนุนอย่างเต็มที่โดยจับมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในประเทศ เช่น บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งกระทรวงพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ กฟน. ในการเดินหน้าสู่ธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2579 นอกจากนี้ กฟน. ยังให้ความสำคัญกับผู้ใช้ไฟฟ้าในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยดำเนินโครงการ MEA Now เพื่อดูแลลูกค้ากลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมบางปู ลาดกระบัง บางชัน และบางพลี ซึ่งในอนาคต จะมีการขยายโครงการดังกล่าว ไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ พร้อมทั้งพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง มุ่งเน้นงานออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า เช่น รัฐสภา 2 โรงพยาบาลรามาธิบดี บางพลี เป็นต้น พร้อมทั้งขยายธุรกิจการฝึกอบรมให้แก่ธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศ โดยธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของ กฟน. สร้างรายได้มากกว่า 1,300 ล้านบาท รวมทั้ง กฟน. เตรียมเปิดศูนย์รวมช่างไฟฟ้ามืออาชีพที่ทันสมัยให้บริการที่ได้มาตรฐาน สะดวกสบาย ภายใต้การควบคุมคุณภาพของ กฟน. ผ่าน MEA E-Fix Application บริการติดตั้งระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย พัฒนาคุณภาพงานบริการของ กฟน. เพื่อประชาชน

ผู้ว่าการ กฟน. กล่าวต่อไปว่า กฟน. ยังคงขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ค่านิยม ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจ ครอบคลุมการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) ด้านสังคม (Social) และด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ESG ซึ่งเป็นแนวทางที่ธุรกิจสากลทั่วโลก นิยมนำมาใช้เป็นแนวทางการจัดทำแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ กฟน. ได้รับรางวัล The Asia Responsible Enterprise Awards 2018 (AREA 2018) สาขา Green Leadership จากโครงการ “Smart Metro Poles for Thailand’s Coast Protection” ซึ่งเป็นโครงการที่ กฟน. นำเสาไฟฟ้าที่รื้อถอนและไม่ใช้งานแล้วจากโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินในโครงการต่าง ๆ นำมาปักเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ทั้งหมดนี้สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงผลการดำเนินงานที่ดีเยี่ยมของ กฟน. ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงพอ มั่นคง ปลอดภัย ที่พร้อมใช้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนความสุขของวิถีชีวิตสังคมเมือง และก้าวสู่วาระปีที่ 61 ของ กฟน. อย่างมั่นคง ทันสมัย และยั่งยืน “ก้าวสู่วิถีอนาคต Leveraging beyond Tomorrow”กฟน. 60 ปี ก้าวสู่วิถีอนาคตLeveraging beyond Tomorrow

ข่าวอื่นๆ