พาณิชย์ยกเหตุผลแจงสหรัฐ วอนเว้นขึ้นภาษีเหล็ก-อลูมิเนียมจากไทย

  • วันที่ 16 เม.ย. 2561 เวลา 20:54 น.
  • | เปิดอ่าน 896
Share on Google+
LINE it!

พาณิชย์ยกเหตุผลแจงสหรัฐ วอนเว้นขึ้นภาษีเหล็ก-อลูมิเนียมจากไทย

"พาณิชย์"เดินหน้าช่วยผู้ส่งออก ยกเหตุผลแจงสหรัฐฯ ไม่ให้ขึ้นภาษีเหล็ก-อลูมิเนียมจากไทย พร้อมขอเร่งกระบวนการตรวจสอบด้านสุขอนามัยกับสินค้าส้มโอ เพื่อดันส่งออก

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (TIFA) ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ไทยได้ขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นการใช้มาตรการ 232 และไม่ขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียมจากไทย โดยได้ให้เหตุผลว่าไทยกับสหรัฐฯ เป็นประเทศพันธมิตรที่ดีต่อกันมายาวนาน และไทยมีการส่งออกและครองส่วนแบ่งตลาดเหล็กและอลูมิเนียมในสหรัฐฯ น้อย มีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้เหล็กจากประเทศอื่นมาอ้างสิทธิว่าเป็นเหล็กจากไทย ตลอดจนมีการใช้มาตรการทุ่มตลาดกับเหล็กนำเข้าราคาต่ำทะลักเข้าไทย และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาเหล็กส่วนเกินในตลาดโลก

ทั้งนี้ ไทยยังได้ขอให้สหรัฐฯ เร่งกระบวนการตรวจสอบด้านสุขอนามัยกับสินค้าส้มโอของไทย เพื่อให้สามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสหรัฐฯ แจ้งว่ากระบวนการต่างๆ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และหากไม่มีผู้คัดค้าน ไทยน่าจะสามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ภายในปีนี้ และได้หารือเรื่องที่จะให้กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ รับรองให้หน่วยงานไทย เช่น กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตรของไทย เป็นหน่วยงานที่สามารถตรวจและออกเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยไปตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่ให้การยอมรับตราเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ

นางนันทวัลย์กล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้ สหรัฐฯ ได้แจ้งว่า เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2561 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ต้องถูกทบทวนการต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) เพราะไม่ได้เปิดตลาดและคุ้มครองสิทธิแรงงาน และไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว เพราะไทยได้มีแผนปฏิบัติการด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองแรงงาน ที่มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนของการปราบปรามและการบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประเทศที่อยู่ในรายการทบทวนและอาจเสี่ยงถูกตัด GSP จากสหรัฐฯ มี 3 ประเทศ คือ อินเดีย กรณีเปิดตลาดโคนมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อินโดนีเซีย กรณีเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน และคาซัคสถาน กรณีการคุ้มครองแรงงานและสิทธิแรงงาน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 14 เม.ย.2561 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่อาจส่งผลกระทบกับสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องเฝ้าระวัง และมีการหารืออย่างใกล้ชิด มี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าวเช่นกัน

นางนันทวัลย์กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยยอมรับค่าความปลอดภัยของสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในเนื้อหมูและเครื่องใน ตามมาตรฐาน Codex นั้น ไทยได้ชี้แจงให้เห็นว่าจะต้องมีการศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกันต่อไปในเรื่องการศึกษาและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับระดับความปลอดภัยของการใช้สารแรคโตพามีน การประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการจัดการด้านความปลอดภัยผู้บริโภค เป็นต้น

Share on Google+
LINE it!