เสียงสวดมนต์อุบาสกอุบาสิกาฝรั่งทำให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ปลื้มปีติ

วันที่ 24 พ.ค. 2554 เวลา 20:29 น.
เมื่อคณะสวดมนต์จากอังกฤษสวดจบ ท่ามกลางความปลื้มปีติทุกฝ่าย สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ชื่นชมยินดีที่ได้ยินได้ฟังชาวต่างชาติสวดมนต์ได้อย่างไพเราะ....

โดย...สมาน สุดโต

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณ มหาเถระ ป.ธ. 9) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ มีความปลื้มปีติ และปราโมทย์ เมื่อได้ยินอุบาสกอุบาสิกาชาวอังกฤษ 10 กว่าคน สวดมหาสมัยสูตรและโพชฌังคสูตร ถวายที่วัดสระเกศ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2554 เวลา 21.00 น.

สมเด็จพระพุฒาจารย์ อายุ 84 ปี ต้องนั่งในวีลแชร์ มาฟังสวดมนต์ที่คณะ 12 วัดสระเกศ เพราะท่านอาพาธ (ติดเชื้อในกระแสเลือด) มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 2553 โดยพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานหลายเดือน เมื่ออาการดีขึ้นจึงกลับวัดเมื่อเดือน ต.ค. 2553 ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ แต่สามารถกล่าวสัมโมทนียกถาได้เป็นเวลานาน เช่นเดียวกันกับนั่งเป็นประธานการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ได้ตลอดเวลา

 

คณะอุบาสกอุบาสิกาชาวอังกฤษจำนวน 12 คน อายุสูงสุด 70 ปี ต่ำสุดประมาณ 30 ปี และชาวไทยอีก 8 คน นำโดยพระครูปัญญาสุธรรมวิเทศ (ดร.พระมหาเหลา ปัญญาสิริ) แห่งวัดพุทธวิหารคิงส์บรอมลีย์ (The Buddhavihara Temple Kings Bromley) ประเทศอังกฤษ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ได้เดินทางมาประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2554 เพื่อร่วมงานวันวิสาขบูชาโลกและสวดมนต์มหาสมัยสูตรและโพชฌังคสูตรในสถานที่สำคัญต่างๆ ในประเทศไทย รวมทั้งการมาสวดมนต์ที่บรมบรรพต (ภูเขาทอง) วัดสระเกศ และสวดมนต์ถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ตอนค่ำวันที่ 15 พ.ค. 2554

บรรดาฝรั่งชาวอังกฤษและนักศึกษาไทยที่ร่วมสวดมนต์ต่างร่ำเรียนวิธีการสวดจาก ดร.พระมหาเหลา ตั้งแต่ พ.ศ. 2538 โดยใช้ทำนองการสวดมาตรฐานของวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นทำนองผสมระหว่างสรภัญญะ อินทรวิเชียรฉันท์ และทำนองมคธ

ส่วนนักศึกษาไทยที่ร่วมสวดมนต์ เพิ่งสนใจมาเรียนสวดไม่นาน แต่เขาสามารถสวดได้ดี

บทสวดหลักๆ คือ มหาสมัยสูตร และโพชฌังคสูตร

ดร.พระมหาเหลา กล่าวว่า ที่เลือกมหาสมัยสูตร เพราะเป็นบทสวดในเทศกาลหรือเหตุการณ์สำคัญ เป็นบทสวดสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า เมื่อสวดบทนี้จะนำสันติสุขและความสงบมาให้ เทวดาสรรเสริญพระพุทธเจ้า ผู้ที่สวดย่อมไม่ไปสู่อบายหนทางไปของผู้สวดมหาสมัยมีทางเดียวคือสุคติ โลกสวรรค์ หรือไปเป็นเทวดา หลังจากดับกายทำลายขันธ์

สำหรับโพชฌังคสูตรนั้นเป็นบทสวดเพื่อให้ผู้ฟังที่กำลังอาพาธหรือป่วยหายจากอาการอาพาธหรือป่วย ดังที่ได้มีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล

เมื่อคณะสวดมนต์จากอังกฤษสวดจบ ท่ามกลางความปลื้มปีติทุกฝ่าย สมเด็จพระพุฒาจารย์ได้กล่าวสัมโมทนียกถา ชื่นชมยินดีที่ได้ยินได้ฟังชาวต่างชาติสวดมนต์ได้อย่างไพเราะ ถูกต้องตามอักขระ ด้วยเสียงดังฟังชัด ท่านบอกว่ารู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง จึงต้องขอบใจ ดร.พระมหาเหลาและคณะผู้สวดทุกท่านที่นำสิ่งดีๆ และเป็นมงคลให้ พร้อมกันนั้นท่านก็พูดด้วยความรู้สึกจริงใจว่า หวังว่าจะได้ฟังเสียงสวดจากคณะนักสวดมนต์ชาวตะวันตกที่วัดสระเกศในโอกาสหน้าอีก

ดร.พระมหาเหลา กล่าวว่า ตัวท่านดีใจมากที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ฟังสวดมนต์แล้วมีความประทับใจและดีใจ เชื่อว่าสมเด็จท่านมิได้ประทับใจและสุขใจเช่นนี้บ่อยๆ นัก

 

การเลือกมาสวดที่เมืองไทย เป็นความคิดของ ดร.พระมหาเหลาเอง เพื่อให้เกิดความสุขสงบและความเป็นมงคลในประเทศนี้ ท่านเล่าว่า นอกจากสวดถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ที่วัดสระเกศแล้ว ได้ไปสวดในที่ประชุมวิสาขบูชาโลกที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย ที่ตึกองค์การสหประชาชาติ พุทธมณฑล วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดหลวงพ่อโสธร ฉะเชิงเทรา วัดนาคปรก วัดยานนาวา วัดราชโอรส และไปสวดถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นกรณีพิเศษที่โรงพยาบาลศิริราช

สุดท้ายจะไปสวดที่ จ.ศรีสะเกษ และปราสาทพระวิหาร เพราะเป็นจังหวัดบ้านเกิดของท่าน

ดร.พระมหาเหลา

สำหรับประวัติ ดร.พระมหาเหลา ปัญญาสิริ หรือพระครูปัญญาสุธรรมวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหารคิงส์บรอมลีย์ ประเทศอังกฤษนั้น โพสต์ทูเดย์เคยเขียนถึงชีวิตที่เลือกไม่ได้มาครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2552 เป็นชีวิตที่เหลือเชื่อและอัศจรรย์ ซึ่งไม่อยากเชื่อว่าคนที่มีโชคชะตาอย่างนี้มีอีกหรือไม่ในประเทศนี้ เช่น พ่อแม่และน้องตายพร้อมกันเพราะไข้ป่าในวันเดียวกัน ขณะที่ตัวเองอายุแค่ 11 ขวบ เสียใจร้องไห้ข้ามวันข้ามคืน มีภาระต้องดูแลน้องสาวอายุ 3 เดือนอีกคน รุ่งขึ้นมีคนมาขอให้ไปเลย น้องสาวคนนี้ 17 ปีผ่านไปเจอกันมาต่อว่า ทำไมต้องยกให้คนอื่นไป ซึ่งท่านก็หาคำตอบให้ไม่ได้นอกจากสะอื้น

ระหว่างที่บ้านแตกออกจากโรงเรียนไปอาศัยพี่ๆ อยู่และช่วยทำมาหากิน แต่โชคไม่ดีถูกฟ้าผ่าตายไปคืนหนึ่งแล้วฟื้นขึ้นมา มีแผลที่ข้อเท้ากลับมาด้วย ไปนอนโรงพยาบาลจังหวัดศรีสะเกษ แต่หมอจะตัดขาทิ้ง จึงขอให้อาที่ทำงานในกรุงเทพฯ พาหนีจากโรงพยาบาลมารักษาที่กรุงเทพฯ แต่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ไม่รับให้เป็นคนไข้ใน อ้างว่าไม่มีเตียง แนะให้ไปหาวัดอยู่แล้วมาทำแผล อาจึงอุ้มไปมาระหว่างโรงพยาบาลกับที่พักของอาเพราะเดินไม่ได้

อยู่กับอาที่บ้านพัก เมื่ออยู่คนเดียวไปไหนมาไหนต้องคลานเพราะเดินไม่ได้ เจอฝรั่งใจดีแนะนำผ่านล่ามให้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดี รักษาจนแผลหายพร้อมกับพยายามหัดเดิน กลับไปช่วยญาติทำนาเลี้ยงน้องที่อีสาน แผลกลับเน่าอีก เพราะเปียกน้ำจึงมารักษาใหม่ สุดท้ายอาแนะนำว่าควรหาวัดบวชเณรในกรุงเทพฯ แรกทีเดียวจะไปบวชวัดประชาระบือธรรม แต่มีเพื่อนของอาพามาบวชคณะ 23 วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์

บวชเณร

เมื่อบวชเณรเรียนนักธรรมตรี แต่พอจะสอบมีปัญหา เขาไม่รับสอบเพราะไม่จบประถม 4 จึงต้องไปสอบเทียบประถม 4 ได้แล้วจึงมาสอบนักธรรมตรี จากนั้นสามารถสอบได้ถึงเปรียญธรรม 3 ประโยค อายุครบบวชก็เป็นพระมหา เรียนมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จบปริญญาตรี จะไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยพาราณสี อินเดีย มหาวิทยาลัยออกแอดมิชชันให้แล้ว ปรากฏว่าเป็นหนึ่งในล้าน หรือเป็นคนแรก หรือคนเดียวก็ไม่รู้ที่สถานทูตอินเดียไม่ออกวีซ่าให้ ถ้าไม่ได้ใบรับรองจากมหาวิทยาลัยพาราณสีว่ารับเข้าเรียนวิชานั้นจริง การไปอินเดียจึงแห้ว

การไม่ได้ไปอินเดียเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต จากตกต่ำโศกเศร้าสุดๆ ในชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ได้ไปประเทศอังกฤษ กลายเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่เรียนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ ซึ่งยังไม่มีใครได้เป็นรูปที่ 2 ถึงขณะนี้

ชีวิตที่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เคยมีใครคาดว่า พระมหาเหลาคนอีสานจาก จ.ศรีสะเกษ กำพร้าพ่อแม่แต่เด็ก จะสร้างชีวิตจากการทำงานและการศึกษาจนเป็นที่รู้จักทั้งในเมืองไทยและต่างแดนว่าเป็นพระเก่งดีมีฝีมือ นอกจากจบปริญญาเอกรูปแรกในประวัติศาสตร์พระไทย ทำงานเผยแผ่ศาสนาแล้วยังไม่ลืมบ้านเกิดเมืองนอน ได้ร่วมมือกับฝรั่งชาติอังกฤษและคนไทยในลอนดอนตั้งมูลนิธิ Anglo-Thai หาเงินมาเป็นทุนการศึกษาแก่เด็กไทยตั้งแต่ชั้นประถมถึงขั้นอุดมศึกษา ปีหนึ่งๆ แจกทุนการศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาเป็นเงินประมาณ 6-7 ล้านบาท มีผู้รับทุนล่าสุด 550 คน
อยู่ประเทศอังกฤษเป็นปีที่ 22 (พ.ศ. 2552) รัฐบาลอังกฤษให้การยอมรับและให้สถานะเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร ตั้งให้เป็นอนุศาสนาจารย์ประจำโรงพยาบาลของรัฐ เป็นผู้นำชาวอังกฤษที่ศรัทธาพุทธศาสนา สวดมนต์และทำสมาธิวิปัสสนา ที่ฮือฮาทั้งในไทยและอังกฤษ คือสามารถจัดกลุ่มชาวอังกฤษสวดมหาสมัยสูตรติดต่อกันหลายปีมาแล้วทั้งในไทยและอังกฤษ

ชีวิตในต่างแดนใช่ราบรื่นตลอดไป ท่านเจอเภทภัยและโจรภัย แต่ก็เอาตัวรอดได้ จนกระทั่งได้มาซื้อคฤหาสน์ทำเป็นวัด เพราะวัดที่เคยอยู่ถูกรังแกบ่อยจึงขายทิ้ง แต่กว่าจะขายวัดเก่าได้เสียเวลาไป 1 ปี

ส่วนคฤหาสน์ที่ซื้อใหม่ในราคา 8 แสนปอนด์ เพื่อเอามาทำเป็นวัด เป็นของโบราณอายุ 150 ปี มีพื้นที่ 5 ไร่ ตั้งอยู่ในทุ่งสงบและสวยงามที่คิงส์บรอมลีย์ สแตมฟอร์ดเชียร์ ขณะที่ที่ตกลงซื้อไม่มีเงิน วัดเก่าก็ยังขายไม่ออก จึงออกยืมเงินไปทั่ว ได้มา 6 แสนปอนด์ ยังขาดอีก 2 แสนปอนด์ บอกเจ้าของสถานที่ว่าซื้อแน่ แต่หาเงินมาได้ 6 แสนปอนด์ เจ้าของบ้านว่าจะทำอย่างไร จึงบอกว่าที่เหลือจะยืมจากเจ้าของบ้านนั้นก่อน เขาตกลงบนเงื่อนไขว่าขายวัดเก่าได้ต้องเอามาชำระแก่เขาก่อนเป็นรายแรก

เมื่อซื้อแล้วได้ย้ายเข้ามาดำเนินการสอนพระพุทธศาสนาเบื้องต้น การสอนนั่งสมาธิ ภาวนา และมีกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. 2550 และทำพิธีเปิดวัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2550

ดูประวัติชีวิตตอนต้นของ ดร.พระมหาเหลา ปัญญาสิริ น.ธ.เอก, ป.ธ.4พ.ม.พธ.บ.MA (London) Ph.D (Birmingham) ที่เกิด พ.ศ. 2503 ที่บ้านหนองรัง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ผู้ที่โชคชะตาชีวิตไม่ปรานีกำพร้าพ่อแม่ ขาดความอบอุ่นตั้งแต่อายุ 11 ขวบ แต่พัฒนาตนเองจนโดดเด่นในด้านการศึกษา เมื่อยืนบนลำแข้งได้ก็ให้ความอบอุ่นแก่สังคม โดยกลับไปส่งเสริมท้องถิ่น เช่น ให้ทุนแก่เด็กๆ ในชนบทให้มีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งสร้างผลงานต่างๆ เพื่อประเทศชาติและศาสนา ดังที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชยังซาบซึ้ง กล่าวขอบคุณขอบใจหลายครั้ง หลายหน เมื่อคืนวันที่ 15 พ.ค. 2554 นี่คือ ดร.พระมหาเหลา ผู้มีชีวิตที่เลือกไม่ได้และไม่ยอมแพ้-สาธุ