สู่ถ้ำโพธิสัตว์‘ตั๊กม้อ’ ปฏิสันถารกับพระจีน (ตอน ๒)

วันที่ 24 พ.ค. 2554 เวลา 06:59 น.
ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโส

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส 

ตามที่ทราบว่าหลวงพ่อได้เดินทางไปเจริญสมณธรรมที่ถ้ำปรมาจารย์ตั๊กม้อ วัดเส้าหลิน ประเทศจีน จึงใคร่ขออาราธนาให้เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาปฏิบัติของสาธุชน และจะได้ร่วมอนุโมทนาในการบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ด้วย

เคารพอย่างสูง

อารีย์ เตชะหรูวิจิตร

ผู้พิพากษา หัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์กลาง

วิสัชนา : โดยเฉพาะอุปสรรคเรื่องภาษา เมื่อคัมภีร์คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาถูกแปลไปเป็นภาษาท้องถิ่น และละทิ้งภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเลือกใช้ในการเผยแพร่คำสั่งสอนของพระองค์ไปยังหมู่มหาชนในชมพูทวีป

แม้ว่าจะมีพุทธศาสนาแบบหีนยาน หรือเถรวาท เข้าไปดำรงอยู่บ้างในบางตอน แต่ก็ออกจะไปไม่ได้กับความเชื่อในท้องถิ่น ที่ปลูกฝังความคิดมายาวนาน จนในที่สุดพุทธศาสนาแบบหีนยาน (เถรวาท) ก็ได้สูญหายไป เพราะไม่เป็นที่ยอมรับของมหาชน โดยเฉพาะเมื่อเกิดการแข่งขันกันเองระหว่างนิกายในพระพุทธศาสนา...

หากศึกษาในรายละเอียด ก็จะพบความจริงที่น่าสนใจว่า พุทธศาสนาในประเทศจีนได้มีวิวัฒนาการไปตามสภาพความสัมพันธ์กับสภาพสังคมที่เป็นลักษณะองค์กรใหญ่ มีอิทธิพลสูงมากบ่อยครั้ง จนมีลักษณะประเพณีนิยม หรือวัฒนธรรมชุมชนที่แข็งแกร่ง และเมื่อท่านปรมาจารย์ตั๊กม้อ หรือพระโพธิธรรม จากพุทธศาสนามหายาน แคว้นคันธาระ ของชมพูทวีป จาริกไปเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา เมื่อประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๐ จึงเห็นวิธีการและอุบายในการนำเสนอหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่แยบคายของท่าน

เพื่อนำไปสู่การศึกษาพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องโดยการมุ่งเน้นการปฏิบัติเป็นหัวใจสำคัญ ที่เรียกว่า “การเจริญภาวนา” ทั้งนี้ได้วางรากฐานแห่งข้อวัตรปฏิบัติไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการปลีกวิเวก ความมักน้อย และสันโดษของนักบวช หรือสมณะในพระพุทธศาสนา การประกอบความเพียรอย่างแก่กล้า โดยอุบายการถ่ายถอนอุปาทานในด้านต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตให้สู่ความเป็นหนึ่ง โดยท่านพระโพธิธรรม ที่ชาวจีนรู้จักในนาม “ตั๊กม้อ” ได้ถ่ายทอดการสอนผ่านการปฏิบัติ อันเป็นไปตามหลัก ทำให้ดู บอกให้รู้ และชี้ให้เห็น ซึ่งเป็นยอดยุทธวิธีแห่งการสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

เราจึงเห็นร่องรอยเรื่องราว ๙ ปี ของการเจริญภาวนาในถ้ำเล็กๆ บนภูเขาซงซาน ของปรมาจารย์ตั๊กม้อ ซึ่งต่อมามีการถ่ายทอดการปฏิบัติ สู่สานุศิษย์ผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้า มีความพร้อมในการปฏิบัติตามวัตร ซึ่งชาวพุทธจีนเรียกวิธีการปฏิบัติดังกล่าวว่า การทำฌาน หรือการเจริญสมาธิชั้นสูงในพระพุทธศาสนา เป็นการรวมจิตโดยการเพ่งรู้ในอารมณ์อย่างไม่พิจารณา จนจิตรวมเป็นหนึ่ง และเพ่งรู้ในจิต จนเข้าถึงพุทธภาวะ หรือญาณวิสุทธิ โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติที่ไม่ยึดถือคัมภีร์ ตำรับตำรา จนกลายเป็นคนช่างคิด ปราชญ์กำมะลอ “ไม่พึ่งพาถ้อยคำ และตัวอักษร ชี้ตรงไปยังจิตของมนุษย์ ให้เห็นแจ้งธรรมชาติของตน และบรรลุถึงความเป็นพุทธะ คือ รู้ ตื่น เบิกบาน โดยการกลับคืนสู่ตัวรู้แท้ดั้งเดิมที่มีอยู่เป็นปกติในสัตว์ทั้งหลาย แต่ถูกบดบังด้วยกิเลสที่จรมาเยือน...”

หากพิจารณาให้เข้าถึงวิธีการและอุบายแห่งการปฏิบัติของปรมาจารย์ตั๊กม้อ ก็คงจะเป็นลักษณะปฏิบัติในสายอรัญวาสีของพุทธศาสนาดั้งเดิม แต่อาจจะมีอุบายวิธีต่างๆ นานา เพื่อแก้ปัญหาทิฏฐิของชนพื้นเมืองที่บ่มเพาะมายาวนาน จนกลายเป็นทิฏฐุปาทาน ในอัตวานุปาทาน ที่ยากจะแก้ไข... ด้วยวิธีการปกติได้

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้