โอวาทสมเด็จวัดปากน้ำ ศีล5คือหลักประกันสังคม

  • วันที่ 06 ก.พ. 2554 เวลา 18:07 น.

สมเด็จวัดปากน้ำฝากให้เจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศย้ำเรื่องศีล5เพราะเป็นหลักประกันสังคม

โดย...สมาน สุดโต

ในการประชุมเจ้าคณะจังหวัดในฐานะประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ที่วัดพิชยญาติการาม เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2554 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในนามคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้ให้โอวาทแก่พระเถระในฐานะประธานกรรมการเผยแผ่ประจำจังหวัดว่า ในการเผยแผ่นั้นขอให้เสียสละ ให้คำนึงถึงสาตถัง สะพยัญชะนัง และฝากให้ย้ำเทศน์ย้ำสอนศีล 5 เพราะเป็นหลักประกันสังคม

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

พร้อมกับกระตุ้นพระที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนและเผยแผ่ว่าต้องรู้จักรุก รู้จักวิ่ง หากอยู่เฉยไม่เดิน จะเหมือนนาฬิกาที่ไม่เดิน เขาเรียกว่า นาฬิกาตาย

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในวัย 86 ปีนอกจากเป็นจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้ว|ยังเป็นเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ที่ดูแลพระสงฆ์ในเขตปกครองในภาค 4-5-6 และ 7 รวมเบ็ดเสร็จ 16 จังหวัด ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ถึงแม่ฮ่องสอน บอกว่า ได้ฟังรายงานจาก พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษาแล้วรู้สึกเป็นห่วง เรื่องเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์ไทยเรา เพราะในส่วนต่างๆ นั้นใช้แผนรุกวิ่งมากขึ้น แต่ในส่วนของคณะสงฆ์นั้นไปแบบเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนแต่เรียบร้อย จึงขอให้ทุกท่านต้องไปให้เร็ว ตระหนักถึงความจำเป็นในการเผยแผ่ให้มาก

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มาตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2508 เมื่อครั้งเป็นพระราชเวที (46 ปีแล้ว) บอกที่ประชุมว่า จะให้การเผยแผ่เห็นผลต้อง|เข้าถึงประชาชน ไม่ต้องให้ประชาชนมาหาเรา เพราะถ้าเราไม่ไปหา ประชาชนก็ไม่ค่อยมาหา ด้วยว่าโลกสมัยนี้เปลี่ยนไป รวมถึงเยาวชนด้วย เขามีความเห็นไม่เหมือนเดิม เราอยู่เฉยๆ|ไม่ได้ หากอยู่เฉยๆ ก็ตาย เช่นนาฬิกาไม่เดินเรียกว่านาฬิกาตาย เราต้องไม่เป็นอย่างนั้น ขอให้พระในฐานะผู้เผยแผ่เข้าไปหาประชาชนทุกหย่อมหญ้าทุกหมู่บ้าน แต่ละที่แต่ละแห่งมีศรัทธาสาธุชนอยู่ทั่วๆ ไป อย่างน้อยก็ให้ไปเยี่ยมเยียนถามไถ่ทุกข์สุขก็ยังดี เมื่อเราเข้าถึงประชาชนการเผยแผ่คงได้ผลแน่นอน

สมเด็จย้ำว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้น ประการสำคัญผู้เผยแผ่ต้องมีใจรัก หากไม่มีใจรักการเผยแผ่ศาสนาอาจย่อหย่อนได้ จึงขอให้ทุกท่านรักงานเผยแผ่ ทำให้ตายไปกับงาน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนเผา ญาติโยมมีเยอะจะเผาให้

สาตถัง สะพยัญชะนัง

นอกจากนั้น สมเด็จเรียกร้องให้ทุกท่านต้องเสียสละความสุข ความสวย ความสบายทุกอย่าง และในการอธิบายขยายความเพื่อเผยแผ่ อย่าลืมที่พระพุทธเจ้ารับสั่งไว้ว่า สาตถัง สะพยัญชะนัง ซึ่งเป็นหลักในการเผยแผ่ โดยสมเด็จอธิบาย สาตถัง หมายถึงเนื้อถ้อยกระทงความ สะพยัญชะนัง หมายถึงระเบียบถ้อยคำ

ส่วนหนึ่งของเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศถ่ายภาพกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์และพระพรหมโมลี (สมศักดิ์)

ผู้ที่ไปประกาศพระศาสนาต้องให้ได้ สาตถังสะพยัญชะนัง จึงจะได้ผล พูดอย่างนี้อาจฟังยาก สมเด็จจึงยกนิทานมาเล่าให้ฟัง 1 เรื่อง สมมติว่าเป็นเรื่องพระแดงกับพระดำ ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกัน อยู่วัดเดียวกัน วันหนึ่งพระแดงไปคุยกับพระดำที่กุฏิตอนเย็น คุยแล้วกลับมาที่กุฏิของตน ต้มน้ำร้อนชงน้ำชาฉัน เพราะไปคุยกับพระดำไม่ได้ฉันน้ำชาเลยเมื่อน้ำเดือดจะเอาใบชามาชง พบว่าใบชาหมดพอดี จึงใช้ลูกศิษย์ไปหาพระดำเพื่อขอใบชามาชง ลูกศิษย์ไปหาพระดำ แล้วบอกว่าหลวงพี่ดำครับ หลวงพี่แดงให้ผมมาเอาใบชา พระแดงก็คิดว่าพระดำคงลืมใบชาไว้ เพราะมาคุยและเพิ่งกลับไป จึงเดินหาใบชาที่คิดว่าเป็นของพระดำ หาจนทั่วไม่พบ จึงบอกเด็กไปว่าไม่มี

เด็กกลับมาหาพระดำบอกว่าหลวงพี่แดงไม่ให้|ใบชา แบบนี้อัตถะได้ แต่พยัญชนะเสียไป เพราะสื่อคนละเรื่อง สมเด็จจึงบอกที่ประชุมว่าไปประกาศศาสนาอย่าให้เสียแบบนี้ ต้องตรงไป ตรงมา ดีว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี

สมเด็จได้ยกอีกเรื่องหนึ่งว่าได้พยัญชนะ แต่ไม่ได้อัตถะ เรื่องมีว่าพระกำลังเทศน์บนศาลาการเปรียญ เรื่องศีล 5 โดยตั้งใจพูดแบบปริกัป ว่าฆ่าสัตว์ก็ดี ลักทรัพย์ก็ดี ผิดลูกผิดเมียเขาก็ดี พูดโกหกก็ดี และเสพสุราเมรัยก็ดี โดยจะพูดให้จบว่าที่ว่าก็ดีทั้งหมดนี้ล้วนแต่ไม่ดี ปรากฏว่าคนขี้เมาเพิ่งขึ้นมาและได้ยินว่าฆ่าสัตว์ก็ดี อะไรๆ ก็ดี โดยไม่ได้ฟังตอนจบ กลับไปบ้านบอกเมียว่าพระเทศน์เรื่องผิดศีล 5 ว่าดีทั้งหมด แบบนี้สมเด็จว่า ได้พยัญชนะ แต่อัตถะเสีย

ศีล 5 เป็นหลักประกันสังคม

ตอนท้ายสมเด็จฝากเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศที่มาประชุมว่า ในการเผยแผ่พระศาสนานั้น ขอให้ประกาศเรื่องศีล 5 เป็นประจำ เพราะศีล 5 เป็นหลักประกันสังคม สังคมไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ถ้ามีศีล 5 แล้ว สังคมนั้นเป็นสุข สบาย ศีล 5 เป็นปราการสำคัญของมนุษย์
ดูง่ายๆ ในครอบครัวของญาติโยม ถ้ามีศีล 5 ทุกคน ครอบครัวนั้นอยู่เย็นเป็นสุข หากครอบครัวนั้นมีไม่เหมือนกัน ครอบครัวนั้นอยู่ร้อนนอนทุกข์ จึง|ขอฝากให้ทุกท่านพูดถึงศีล 5 บ่อยๆ ไปที่ไหนก็ตามต้องพูดถึงศีล 5 หากทุกคน ทุกครอบครัวมีศีล 5 ประเทศและครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขแน่นอน เพราะศีล 5 เป็นหลักประกันสังคม

วิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนไป

พนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้กล่าวรายงานถวายสมเด็จว่า การจัดประชุมพระเถระระดับประธานกรรมการเผยแผ่ประจำจังหวัด เพื่อส่งเสริมการเผยแผ่ให้มีประสิทธิภาพ และต้องการให้พระพุทธศาสนาดำรงคงอยู่คู่ชาติไทยตลอด

ด้วยสภาพโลกาภิวัตน์ วิถีชีวิตคนไทยส่วนใหญ่โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนเปลี่ยนเพราะได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมที่หลั่งไหลมาจากนานาอารยประเทศจนลืมวิถีพุทธและวิถีไทยที่บรรพบุรุษได้ปฏิบัติสืบๆ กันมา แม้ว่าพระสงฆ์จะทำการเผยแผ่พระธรรมคำสอนอย่างเข้มแข็งทุกภูมิภาคก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถโน้มน้าวจิตใจให้คนไทยมาปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา ดังที่เคยเกิดในอดีต ทั้งนี้ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์มีลักษณะเฉพาะและไม่เป็นเอกภาพ ต่างคนต่างทำ และเผยแผ่ไปตามสภาพแห่งตน

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในฐานะหน่วยงานแห่งรัฐตระหนักถึงปัญหาและอุปสรรคในการเผยแผ่ดังกล่าว จึงอยากเห็นการเผยแผ่เชิงรุกมีเอกภาพ สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน อำนวยผลต่อการพัฒนา และขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์อย่างยั่งยืน โดยอาศัยระเบียบของมหาเถรสมาคม จึงจัดให้มีระบบสารสนเทศ บุคลากรผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนา และกองทุนเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ร่วมกับสถาบันเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งส่วนกลางและประจำจังหวัด โดยตั้งคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติและประจำจังหวัดขึ้นมา

พระพรหมโมลีถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์จึงนิมนต์พระเถระที่ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำจังหวัดทั่วประเทศมาประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เป็นเวลา 1 วัน ที่วัดพิชยญาติการาม โดยได้รับความเมตตานุเคราะห์จากพระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม และกรรมการมหาเถรสมาคม และประธานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ทุนเล่าเรียนหลวงเห็นปัญหา

ในขณะเดียวกัน น.ต.เกริก ตั้งสง่า กรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ได้ฉายภาพให้เห็นการเกิดโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นปฐมฤกษ์ ขณะประทับที่พระราชวังไกลกังวล หลังจากนั้นทรงรับเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ของโครงการนี้ด้วย

ภารกิจโครงการมี 3 ข้อ ถวายทุนแก่พระสงฆ์ไทยในการเรียนระดับสูง ขยายมาเป็นพระธรรมทูต และพระวิปัสสนาจารย์ที่ผ่านมา 7 ปี ถวายการสนับสนุนไป 4,000 กว่าทุน เป็นเงิน 35 ล้านบาทเศษ

คณะกรรมการต้องการให้การเผยแผ่เดินหน้า จึงไปศึกษาดูว่าปัญหาการเผยแผ่คืออะไร เมื่อพบแล้วก็ตกใจคือ ปี 2543 มีพุทธศาสนิกชน 57 ล้านคน ปี 2553 จำนวนพุทธศาสนิกชนเหลือ 47 ล้านคน หายไป 10 ล้านคน หากดูจำนวนประชากรเป็นร้อยละ พุทธศาสนิกชนหายไป 20%

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ กรรมการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงเห็นว่าคือปัญหา จึงหามุมมองใหม่เพื่อให้การเผยแผ่ถึงกลุ่มบุคคลต่างๆ ให้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของกิจกรรมต่างๆ กิจกรรมแรกคือเผยแผ่ธรรมทั่วไทย โดยจะนิมนต์พระที่มีความสามารถไปสอนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เช่น สอนวิชาการตลาด เป็นต้น จะเข้าถึงภาคประชาชนโดยจะขยายถึงระดับโรงงานและครอบคลุมทุกจังหวัด โดยให้|เจ้าคณะจังหวัดทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด กิจกรรมที่น่าสนใจคือธรรมะรวมใจคนไทยปฏิบัติธรรม เป็นพุทธบริการให้ศาสนิกชน โดยจัดทัวร์สำนักปฏิบัติธรรมที่คัดกรองจาก 1,000 กว่าแห่งเหลือ 84 แห่ง โดยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อไปศึกษาว่าสำนักปฏิบัติธรรมต่างจังหวัดเป็นอย่างไร

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ