ข้ามไม่พ้น

  • วันที่ 11 ม.ค. 2553 เวลา 17:52 น.

โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์

การข้ามพ้นไม่ว่าในทางใด ไม่ง่ายอย่างที่ใจคิด ในแต่ละปีใครๆ ก็ต่างมีจุดมุ่งหมาย หวังจะเปลี่ยนแปลงการกระทำของตัวเองในปัจจุบัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ บางคนอยากจะลด ละ เลิก ในสิ่งที่คิดว่าตัวเองประพฤติไม่ดี

แต่ท้ายที่สุดก็ทำไม่ได้ หรือไม่ก็ข้ามไม่พ้นความตั้งใจของตัวเอง

ที่ร้ายกว่า หลายคนติดกับดักตัวเอง มองไม่เห็นการกระทำในปัจจุบัน จึงไม่รู้ตัวว่า ควรลด ละ เลิกสิ่งใดบ้าง คนกลุ่มนี้ตกอยู่ในอาการน่าห่วงกว่ากลุ่มคนที่ตั้งใจจะข้ามพ้นบางสิ่ง เพราะแม้แต่ตัวตนก็ยังไม่รู้จัก

ในขณะเดียวกันก็ยังมีหลายคนตกอยู่ในอาการคร่ำครวญ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงโน่นนี่อยู่เป็นประจำ แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ หรือไม่ได้ทำเสียที บางคนยิ่งกว่านั้น มองเห็นแต่ความไม่ดีของคนอื่น แต่ดันมองไม่เห็นเงาตัวเอง

แน่นอนว่า กว่าที่ใครสักคนจะรู้จักตัวตนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่คิด เพราะการเดินเข้าสู่ภาวะรู้ตัวตนหรือตื่นรู้นั้นย่อมต้องผ่านพ้นประสบการณ์จนสุกงอม

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป รุ่นน้องคนหนึ่งเล่าถึงความกังวลใจเรื่องสุขภาพ เขาทึกทักเอาว่า รูปร่างที่บวมฉุผิดปกติ น่าจะเป็นโรคร้ายรุนแรงสักอย่าง ความจริงน้องคนนี้ฉุกคิดมาก่อนนี้แล้วหลายเดือน จึงไปฝากผีฝากไข้ด้วยการทำประกันสุขภาพไว้ก่อน แต่พอปลายปีดันมีอาการโรคอื่นแสลงแทรกซ้อนขึ้นอีก แน่นอนว่าก่อนโรคใดจะถามหา เราย่อมรู้ตัวเราเอง อย่างน้อยก็นึกย้อนการกระทำที่ผ่านมาว่า ใช้ชีวิตสมบุกสมบันแค่ไหน ทำร้ายตัวเองแค่ไหน แต่เรามักเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ แม้จะเริ่มรู้ตัวก็ตาม

เว้นแต่เจอไฟต์บังคับ เมื่อยามโรคภัยถามหาเอาเจียนตัว

ผมเองก็ไม่ต่างจากรุ่นน้องคนนี้ ถ้าไม่ถึงคราวเจอกับตัว ไม่เจอโรคโน้นโรคนี้รุมเร้าก็ไม่เลิกใช้ชีวิตเปลือง หลายครั้งหลายหนรุ่นพี่และผู้หลักผู้ใหญ่ กระทั่งหมอดูที่เจอโดยบังเอิญ ทักเอาแรงๆ ทำเอาใจคอไม่ค่อยดี  ชีวิตเราอยู่ไม่นาน อย่าใช้มันเปลืองมากนัก

จริงอย่างเสียงทัก เอาเข้าจริงเรามักลืมตัวไปชั่วขณะ จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม พระท่านถึงเตือนว่า เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ

ปีใหม่ทุกปี หลายหน่วยงานราชการตั้งเป้าลดการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดยอดคนเสียชีวิตในช่วงเทศกาลหยุดยาว แข่งกันเป็นรายจังหวัดเลยทีเดียวว่า ใครจะแชมป์ตายมาก ใครจะคว้าแชมป์ปลอดคนตาย

ถ้ามองให้ลึกซึ้งและใคร่ครวญอย่างมีสติ ปริมาณการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในแต่ละปี ซึ่งตัวเลขขึ้นลงไม่แตกต่างกันมากนัก สะท้อนว่าคนไทยใช้ชีวิตอย่างขาดสติกว่าอีกหลายประเทศ ไม่รู้ ไม่ฟัง ไม่เห็น แต่ทึกทักเอาเองว่า ความโชคร้าย คงมาไม่ถึงตัวเราง่ายๆ หลายคนเชื่ออย่างฝังใจด้วยว่า อุบัติเหตุเป็นความซวยเฉพาะราย หาได้เป็นความประมาทเลินเล่อที่เกิดจากตัวเอง...ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกัน

ถ้าเราไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็จะเดินวนมาอยู่รอบๆ ตัวเรา หรือเกิดขึ้นกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ผมไม่ใช่นักเทศนา ไม่ใช่พ่อนักรู้แจ้ง เพราะเดินวนอยู่รอบปรากฏการณ์เหล่านี้แทบไม่ต่างจากคนอื่น และมักคิดอยู่เสมอๆ เหมือนกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ มันกำลังเดินเข้ามาใกล้ตัวเราทุกขณะ

จะว่าไปแล้วถ้าเราตั้งเป้าหมายเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ต้องรอให้ถึงเทศกาล ไม่ต้องรอวันสำคัญไหนๆ เริ่มในวันที่คิดได้ ทำในวันที่พร้อม หลายๆ อย่างที่ไม่ดี ไม่ควร ก็จะค่อยๆ เดินถอยห่างตัวเราไปเอง

ช่วงปีใหม่ 23 ปีมานี้มีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นในบ้านเรา ปี 2553 นี้จึงต้องลุ้นกันระทึก และก็ผ่านพ้นไปได้ แต่ใครจะรู้ มันอาจวนมาเยือนเข้าไม่วันใดก็วันหนึ่งที่เราเผลอตัวเปิดประตูต้อนรับมัน ทำอะไรถึงต้องมีสติทุกชั่วขณะ ตั้งเป้าหมายให้แน่วแน่ เราก็สามารถใช้ชีวิตผ่านพ้นไปด้วยดีในทุกๆ ปี

ผมชอบบางประโยคในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง “รอยประทับ” เป็นเรื่องราวความรักและการต่อสู้ จากแดนอินเดียนแดงสู่สยาม ชะตากรรมชีวิตของครอบครัวฝรั่งมิชชันนารี นิกายโปรเตสแตนต์ ที่เดินทางมาข้ามน้ำข้ามทะเลสู่ประเทศสยาม ทั้งจอห์นและฮัลธาคู่สามีภรรยาต้องผ่านบททดสอบการสูญเสียไม่สิ้นสุด  จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

รอยประทับ บอกว่า ชีวิตมีอะไรรอให้เราต้องผ่านบททดสอบไม่สิ้นสุด

แต่กระนั้น ถ้าเราคิดว่าอนาคตมีคำตอบเดียว หรือทุกปัญหามีทางออกเดียว เราย่อมข้ามไม่พ้นอุปสรรค ทีมมองต์เฟลอร์ของบริษัท เชลล์ จึงได้ตั้งโจทย์ขึ้นใหม่ว่า เป็นไปได้ที่จะมีอนาคตมากกว่าหนึ่งอย่าง เพราะเชื่อว่าตนสามารถสร้างอนาคตขึ้นมาได้ด้วยมือของตัวเอง

อีกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง ที่ อัม คาเฮน เขียนเล่าไว้ในหนังสือของเขาชื่อ วิธีสร้างปาฏิหาริย์เมื่อเจอสถานการณ์ถึงทางตัน เขาบอกว่า ออตโต ชาร์มเมอร์ หุ้นส่วนในบริษัทบอกว่า สาเหตุที่องค์กรไม่เปลี่ยนแปลง เพราะแต่ละคนฟังแต่เสียงของตัวเอง คิดแต่ว่าทำไมฝ่ายนั้นถึงถูก ทำไมอีกฝ่ายถึงผิด ออตโตเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า “การดาวน์โหลด” ซึ่งก็คือการย้ำคิดย้ำทำอยู่แต่เรื่องเดิมๆ

นักคิด 4 คน รวมทั้งออตโต ชาร์มเมอร์ สรุปทางออกของการเปลี่ยนแปลงไว้ในหนังสือ Presence : Human Purpose and the Field of theFuture ว่า ขีดความสามารถหลักที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตก็คือ การมีสติอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งหมายถึงการมีอนาคตที่แตกต่างและดีขึ้นกว่าปัจจุบันนั่นเอง

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ