สวนโมกข์กรุงเทพฯจะเปิดเดือนพ.ค.2553

วันที่ 08 ม.ค. 2553 เวลา 17:04 น.
โดย...ตาแหลม

ขณะนี้หากท่านเข้าไปย่านสวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ในบริเวณสวนจตุจักร จะเห็นอาคาร 3 ชั้น ตั้งอยู่ในสระน้ำเหมือนการสร้างหอไตรในสมัยโบราณ นั่นคือหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาสอินทปัญโญ หรือสวนโมกข์กรุงเทพฯ ซึ่งจะเปิดบริการประชาชนในเดือนพ.ค.ปีนี้

ตามข้อมูลที่เผยแพร่กล่าวว่าหอจดหมายเหตุพุทธทาสเป็นอาคาร 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอย 1 หมื่นตารางเมตร การก่อสร้างโครงสร้างทั้ง 3 ชั้นเรียบร้อย 100% แล้ว เหลือแต่งานเชิงสถาปัตย์ประกอบอาคาร ส่วนด้านภูมิทัศน์นั้นมีผู้ใหญ่และมืออาชีพมาช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ

สิ่งที่จะบรรจุไว้ในหอจดหมายเหตุ ไม่มีอื่นใดนอกจากคำสอน หัวข้อธรรมที่ต้องการให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงทั้งปริยัติและปฏิเวธ โดยนำแนวคิดที่ท่านพุทธทาสทำโรงมหรสพทางวิญญาณมาทำ เพื่อให้เข้าถึงในสิ่งที่ท่านพุทธทาสว่านิพพานนั้นชิมลองได้

นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดตั้งหอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ประธานคณะกรรมการสนับสนุนจัดตั้งหอจดหมายเหตุฯ และบัญชา พงษ์พานิช กรรมการและเลขานุการ แถลงความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2552 ที่กรมประชาสัมพันธ์ ว่ามีความคืบหน้าและมั่นใจว่าจะเปิดดำเนินการได้ตามแผนการที่ตั้งไว้

หอจดหมายเหตุแห่งนี้มาจากความคิดหลายฝ่ายโดยเฉพาะพระอาจารย์โพธิ์ เพื่อรวบรวมอนุสรณ์และผลงานท่านพุทธทาสให้เป็นระบบแบบสากลซึ่งจะนำหัวข้อบรรยายธรรมท่านพุทธทาสที่จัดเป็นระบบเอามาเผยแผ่ให้กว้างไกล ทั้งในและต่างประเทศในรูปดิจิตอลและแปลเป็นภาษาอังกฤษ และทำกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาทุกรูปแบบ ให้เป็นทั้งห้องหนังสือธรรม ศูนย์ระบบฐานข้อมูล และจดหมายเหตุดิจิตอลของท่านพุทธทาส ศูนย์ปฏิบัติธรรม ห้องนิทรรศการนิพพานชิมลอง ตลอดจนกิจกรรมทางธรรมต่างๆ อีกมากมาย กิจกรรมที่เริ่มมีมาก แต่เน้นให้เป็นศูนย์เรียนรู้และสถานบริการด้านศาสนธรรมจนถึงขั้นเป็น Spiritual Fitness & Edutainment Center โดยสรุปคือจะดำเนินการตามท่านพุทธทาสนั่นเอง

เอกสารการเผยแพร่ให้ข้อมูลว่าแม้จะเป็นที่รวมเอกสารการศึกษาค้นคว้าตลอดจนการสื่อการเผยแผ่ของท่านพุทธทาสที่มีมากกว่า 2 หมื่นรายการ ทั้งที่เป็นหนังสือบันทึกลายมือต้นฉบับ จดหมายกว่า 6 แสนหน้า ภาพกว่า 5 หมื่นภาพ เสียงกว่า 1,900 กิกะไบต์ ตลอดจนวัสดุจดหมายเหตุอื่นๆ อีกมากมายที่สวนโมกขพลาราม ไชยา และคณะธรรมทาน ได้มอบหมายให้มูลนิธิหอจดหมายเหตุแห่งพุทธทาสอินทปัญโญ รับผิดชอบในการรักษาและก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่สาธารณะ

จากการศึกษาแบบอย่างสวนโมกข์และคุณค่าของสิ่งของข้างต้น ตลอดจนสภาพของสังคมและผู้คนโดยทั่วไปที่มีปัญหา “ความรู้ความคิด จิตและปัญญา” กำลังเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเห็นไม่ถูก ทำไม่ถูก ดำรงชีวิตไม่ถูก จนกระทั่งสภาพของจิตใจและปัญญาที่ตกต่ำ ประกอบกับเมื่อปี 2509 ท่านอาจารย์พุทธทาสได้สร้างโรงหนัง หรือโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้นที่สวนโมกข์ให้เป็น Spiritual Theatre สำหรับเป็น Spiritual Edutainment Building ของผู้คนที่ไปศึกษาปฏิบัติที่สวนโมกข์ ประกอบกับขณะนี้มีความนิยมเสริมสร้างสมรรถนะทางกายกันโดยทั่วไปในรูปลักษณะของ Fitness Center

จึงเห็นว่าสวนโมกข์ที่กรุงเทพฯ ที่จะสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมงคลสมัยทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้สร้าง ณ สวนวชิรเบญจทัศ จตุจักร อันเป็นศูนย์เรียนรู้และพักผ่อนออกกำลังกายของผู้คนอยู่แล้ว ควรได้เป็นศูนย์เรียนรู้และสถานบริการด้านศาสนธรรม ให้ถึงขั้น Spiritual Fitness & Edutainment Center

กล่าวคือ ให้เป็นที่รวบรวม ดูแล รักษา และจัดระบบบริการการศึกษาค้นคว้าเอกสารต้นฉบับ และสื่อสารการศึกษาและเผยแผ่ต่างๆ ของท่านพุทธทาส ตลอดจนให้บริการ ร่วมมือ สนับสนุน การศึกษา ค้นคว้าวิจัย พัฒนา เผยแผ่ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศาสนธรรม และการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างสติปัญญาและจิตใจให้เจริญเติบโตจนกล้าแข็งในความถูกต้องดีงามอย่างรื่นรมย์จนสามารถเป็นผู้อยู่เย็นและเป็นประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้น

การสร้างหอจดหมายเหตุมีเป้าหมายวางไว้ว่า เพื่อสืบสานงานพระพุทธศาสนา ผ่านงานปณิธานและอุดมการณ์ของพุทธทาสภิกขุ ในการนำพาความถูกต้องและสันติสุขทั้งกาย จิตใจ และปัญญา ให้กลับคืนสู่สังคมมนุษยชาติ ด้วยการเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน การทำความเข้าใจกันระหว่างศาสนาและการออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยมจนทุกที่ก็เป็นสวนโมกข์ ทุกคนก็เป็นพุทธทาสได้ ดังข้อความ ในมรดกธรรมที่ขอฝากว่า “ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้ คือการได้รับใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการทำตัวอย่างในการปฏิบัติให้ดู มีความสุขให้ดูจนผู้อื่นพากันทำตาม” และสวนโมกข์ คือ สถานที่ให้ความสะดวกในการเป็นเกลอกับธรรมชาติทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ ควรจัดให้มีกันทุกหนทุกแห่ง เพื่อการศึกษาธรรมชาติโดยตรง เพื่อการรู้จักกฎของธรรมชาติ และเพื่อชิมรสของธรรมชาติจนรู้จักธรรมชาติ

ก่อสร้างอาคาร

หอจดหมายเหตุที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมาย เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้และสถานบริการด้านศาสนธรรม จนถึงขั้น Spiritual Fitness & Edutainment Center ณ บริเวณสระน้ำใหญ่ด้านทิศเหนือของสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟจตุจักร) ริมถนนเชื่อมต่อระหว่างถนนวิภาวดีรังสิตและถนนกำแพงเพชร คล้ายหอไตรใหญ่กลางกรุง (โดยไม่รบกวนพื้นที่สีเขียวเดิม) ประกอบด้วยคลังเอกสารและสื่อ ห้องบริการหนังสือและสื่อธรรม ห้องค้นคว้า ศึกษาวิจัยและพัฒนา ลานหินโค้งและโถงใหญ่ โรงมหรสพทางวิญญาณเพื่อนิพพานชิมลอง ห้องประชุมสัมมนาปฏิบัติสมถวิปัสสนา รวมทั้งสระมะพร้าวนาฬิเกร์ ห้องปฏิบัติการจดหมายเหตุ และห้องบริหารจัดการประสานภาคีกัลยาณมิตร ท่ามกลางบริเวณรายรอบของสวนวชิรเบญจทัศที่ร่มรื่น

เกี่ยวกับการเงินที่ใช้ในการก่อสร้างดำเนินการและเผยแผ่นั้น คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรมในฐานะประธานคณะกรรมการสนับสนุนทุนจัดตั้งฯ ได้กล่าวว่างบประมาณแบ่งเป็น 3 กองทุน คือกองทุนใช้ในการก่อสร้างจะพยายามระดมให้ได้185 ล้านบาท ซึ่งจวนถึงเป้าหมายแล้ว

ทุนเผยแผ่ตั้งงบไว้ 50 ล้านบาท ยังไม่ได้เร่งระดมทุนส่วนนี้มากนัก

ขณะนี้มูลนิธิได้รับทุนสนับสนุนการก่อสร้างจำนวนทุนละ 10 ล้านบาท รวมทั้งของกระทรวงวัฒนธรรมแล้วจำนวน 160.5 ล้านบาท และเริ่มได้รับทุนกิจกรรมการเผยแผ่และดำเนินการจากบุคคลทั่วไปทั้งที่เป็นกองทุนละ 1 ล้านบาท และอื่นๆ ตามจิตศรัทธารวมกันได้แล้ว 11.2 ล้านบาท

สรุปว่าโครงการต้องการรายใหญ่บริจาคอีก 25 ล้านบาท ส่วนรายย่อยแล้วแต่ศรัทธา

หากต้องการทราบรายละเอียด ว่าจะร่วมบริจาคได้ที่ไหน ติดต่อที่ โทร. 02-305-9589-90 หรือ085-960-9555 โทรสาร 02-305-9589