วัดสุทธาวาส ริเวอร์ไซด์L.A. ความภูมิใจของชาวพุทธ

วันที่ 01 พ.ย. 2553 เวลา 22:42 น.
วัดสุทธาวาส ริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ตั้งมา 13 ปี จัดว่าเป็นวัดค่อนข้างใหม่ในสหรัฐ แต่เป็นที่รู้จักดีของชาวพุทธ และนักศึกษาทั้งไทยและอเมริกัน....

โดย...สมาน สุดโต

วัดสุทธาวาส ริเวอร์ไซด์ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ตั้งมา 13 ปี จัดว่าเป็นวัดค่อนข้างใหม่ในสหรัฐ แต่เป็นที่รู้จักดีของชาวพุทธ และนักศึกษาทั้งไทยและอเมริกัน เพราะเจ้าอาวาส ดร.พระครูศรีวิเทศธรรมคุณ (ศักดิ์ชัย ฐิตเมโธ หงส์รัตน์ อายุ 52 ปี) Ph.D มีความสามารถในการบริหารจัดการให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับวัด มีความรับผิดชอบร่วมกัน ในขณะที่ตัวท่านก็สามารถสอนธรรมะได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จึงเป็นวัดที่ชาวพุทธภูมิใจวัดหนึ่ง

ผมไปพักที่วัดเวลาเพียงเวลาสั้นๆ แต่ก็เห็นจุดเด่นของวัดนี้ เช่น ความร่มรื่นและสะอาดตา ทั้งพระทั้งแม่ชี (โยมแม่ของเจ้าอาวาส) มีงานทำทั้งวัน ทั้งกวาดวัด ทำความสะอาด ทำวัตร สวดมนต์ และสอนธรรม ภาคปฏิบัติแก่พระบวชใหม่และญาติโยม ทั้งวันไม่มีเวลาแวบ แม้กระทั่งจะฉันเพลก็ต้องแสดงธรรมให้โยมฟังก่อน จึงฉันข้าวได้

ประภัสรา หาญบุญตรง อายุ 74 ปี โยมอุปถัมภ์คนหนึ่ง นำอาหารคาวหวานมาถวายพระในตอนเช้า บอกว่าประทับใจใความสะอาดและความเป็นระเบียบ ผู้ที่มาที่วัดจะได้แรงกุศลดึงดูดใจ พระทุกรูปงามด้วยวัตรปฏิบัติ ให้การต้อนรับดี ในขณะที่แม่ชีที่เป็นโยมแม่ของหลวงพ่อเจ้าอาวาสช่วยดูแลวัด ปลูกผัก ทำสวนครัว มีผลผลิตออกมาแจกจ่ายให้ญาติโยมเอาไปทำอาหาร ซึ่งผู้ที่รับไปจะนำปัจจัยใส่กล่องบำรุงค่าน้ำ ค่าไฟตามศรัทธา

การที่วัดมีจุดเด่นเช่นนี้เพราะอะไร พระครูศรีวิเทศธรรมคุณ เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส แต่ในเมืองไทยสังกัดวัดดิสานุการาม วรจักร มีคำตอบดังนี้

ญาติโยมศรัทธาสร้างวัด

วัดสุทธาวาสเกิดจากญาติโยมประมาณกว่า 10 ครอบครัว ที่ต้องการมีสถานที่ปฏิบัติธรรม จึงได้หาสถานที่ตั้ง แรกทีเดียวได้เช่าบ้านคนไทยที่ Ontario ห่างจากริเวอร์ไซด์ ที่ตั้งวัดสุทธาวาส ปัจจุบันประมาณ 13-14 ไมล์ ณ ที่นั้นทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นวัดจริงๆ เช่น การปฏิบัติธรรม สวดมนต์ไหว้พระสอนธรรมะ วิธีการนี้แตกต่างจากวัดทั่วไปที่มีกิจกรรมอย่างอื่นเสริม มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ แต่ท่านเห็นตรงกันข้ามว่าถ้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้วอยู่ไม่ได้ ก็ควรกลับเมืองไทย ไม่ใช่แต่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น เมื่อถึงวันที่มีกิจกรรมทำบุญ ทางวัดจะทำอาหารแจกทานเหมือนคนโบราณทำ ตั้งแต่เช่าบ้านทำเป็นวัด 17 เดือน แล้วย้ายมาอยู่ที่อยู่ในปัจจุบัน คนมีศรัทธามาปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น บวชชีพราหมณ์ บวชพระเรื่อยมาเป็นเวลา 13 ปีแล้ว พิสูจน์ว่าเดินมาถูกทาง

เมื่อมาสร้างวัด ณ ที่แห่งใหม่ได้ดำเนินการโดยไม่เป็นหนี้เป็นสิน เพราะญาติโยมช่วยกันเต็มที่ ส่วนคนปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงต่อเติมศาลาเรียกว่าศาลาบุญ เมื่อปี 2000 เพื่อรองรับคนที่เพิ่มขึ้น แต่ก็คับแคบอีก ในที่สุดได้ทำโครงการสร้าง รัตนอุโบสถศาลา เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ มีเนื้อที่ใช้สอย 1.2 หมื่นตารางฟุต เป็นอาคารที่เป็นทั้งอุโบสถ ทำสังฆกรรม และศาลาบำเพ็ญกุศล

นักศึกษาอเมริกันชอบ

ท่านเล่าว่าผู้ที่เข้าวัดปฏิบัติธรรม ทำบุญภาวนานั้น 3-4 ปีที่ผ่านมา นักศึกษาอเมริกันจากมหาวิทยาลัยต่างๆ มีหลายร้อยคนเข้าวัดนี้ศึกษาพุทธศาสนา ที่มาเป็นประจำคือนักศึกษา ชั้นปี 1-2-3 จาก California Baptist University

พระครูศรีวิเทศธรรมคุณกับโยมแม่

ความสนใจของนักศึกษามาจาก Professor คนหนึ่ง เป็นลูกสาวมิชชันนารี ที่เข้าไปทำงานในเมืองไทย เกิดในเมืองไทย อายุ 15 ปี จึงย้ายกลับมาสหรัฐ เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย Baptist ซึ่งเป็นของคริสต์ศาสนา พานักเรียนมาครั้งแรกประมาณกว่า 70 คน จากนั้นก็มาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เป็นมหาวิทยาลัยของคริสต์โดยตรง แสดงว่าเขาเปิดกว้างขึ้นที่จะให้นักเรียนมารู้คำสอนพุทธศาสนา ซึ่งท่านไม่ได้มุ่งหวังว่าเขาจะมาเป็นชาวพุทธ แต่ต้องการให้เขารู้และพิจารณาเองว่าพุทธสอนอะไร

เมื่อคนต่างศาสนามาศึกษาพุทธศาสนาเช่นนี้ ผมจึงสงสัยว่าเขามีคำถามในเรื่องอะไรบ้าง ในเรื่องนี้ พระครูศรีวิเทศธรรมคุณ บอกว่า มีคำถามจากผู้เข้ามาศึกษามากทีเดียว แต่มีรายหนึ่งเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีอายุ 22 ปี ถามว่าเรื่องการปฏิบัติต่อคนตายตามแนวทางพระพุทธศาสนา โดยเขาบอกว่างดงามดี ซึ่งเขาเรียนและทราบมาว่าขณะจิตคนใกล้จะตายนั้นความสำคัญมากเพราะอะไร ท่านพระครูตอบไปว่าจริง

ขณะจิตของคนใกล้ตายนั้นสำคัญ (ดังพุทธภาษิตว่า จิตไม่เศร้าหมอง ย่อมไปสู่สุคติ (สวรรค์) ถ้าจิตเศร้าหมอง ย่อมไปสู่ทุคติ (นรก) ดังนี้) แต่ชีวิตที่ดำเนินมาก่อนตายสำคัญกว่า เพราะหากทำไม่ดีดำเนินมาไม่ดี ทำชั่วทำบาปมาตลอด เมื่อใกล้จะตายมานึกถึงความดีนั้น อาจนึกไม่ได้ เพราะตอนนั้นจิตเราอ่อนมากแล้ว การที่เด็กวัยนี้สนใจมากเช่นนี้อาจเป็นเพราะวิถีชีวิตแบบพุทธ ซึมซับในวิถีชีวิตชาวอเมริกันอยู่แล้ว เพราะเป็นวิถีชีวิตของการใช้ปัญญาในการแสวงหาความรู้และการบริหารชีวิต

ส่วนการสร้างรัตนอุโบสถศาลา อยู่ในระหว่างดำเนินไปตามขั้นตอนและกฎข้อบังคับ เพราะกฎหมายเกี่ยวกับผังเมืองเป็นกฎหมายที่แรง มีขั้นตอนอะไรต่างๆ ชัดเจน หากจำทำอะไรต้องได้รับการยินยอมจากเพื่อนบ้านก่อน ทางวัดใช้เวลาถึง 4 ปี ในการทำประชาพิจารณ์ โชคดีที่ผ่านมาเรียบร้อย

สำหรับค่าก่อสร้างกะไว้ประมาณ 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอุโบสถ 2 ชั้น ความจุชั้นละประมาณ 500 คน

บริหารแบบบูรณาการ

ท่านเล่าเรื่องบริหารจัดการวัดว่าทำแบบบูรณาการ ทำงานกันเป็นทีม ยกตัวอย่างกิจกรรมประจำวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 04.30 น. พระทั้งวัดจะต้องลุกมานั่งสมาธิ มาสวดมนต์ด้วยกัน พระที่นำสวดมนต์นั้นจะหมุนเวียนกัน เช่น วันแรกพระภิกษุ ก รับหน้าที่ ท่านผู้นั้นก็ต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำในกิจกรรมอื่นๆ ตลอดวัน นอกจากสวดมนต์นั่งสมาธิ ก็มีการแสดงธรรมให้ญาติโยมที่มาทำบุญฟังทุกวัน ท่านบอกว่าใครมาทำบุญเราจะแสดงธรรมให้ฟัง เพราะเราถือเรื่องนี้เป็นหลักสำคัญ ไม่ว่าคนมาถวายอาหารเช้า-เพล หรือถวายสังฆทาน เราจะแสดงธรรมก่อน แล้วจึงให้พร
การที่จัดให้มีการแสดงธรรมเสมอนั้น มีผลดีต่อพระสงฆ์และต่อญาติโยม คือพระสงฆ์ต้องพยายามขวนขวายในธรรมะอยู่เสมอ เพราะจะแสดงซ้ำกันอยู่เรื่อยๆ ก็ไม่ได้ ส่วนญาติโยมจะได้ความรู้ในทางธรรมด้วย คือ ทำบุญได้บุญ และได้ความรู้ในทางธรรมกลับไป และได้ใช้กิจกรรมนี้มาฝึกคน ฝึกพระ

เมื่อจะทำงานใหญ่ๆ และสำคัญ ก่อนจัดงานจะประชุมพระสงฆ์ ขอทราบความเห็น นำเอาความเห็นนั้นมาประมวลทำแผนผัง บริหารงานในรูปกระทรวง พระรูปหนึ่งอาจดูแลกระทรวงหนึ่ง เช่น กระทรวงกองการกุศล กระทรวงกองการพิธี อาหารและโรงทาน เพื่อสะดวกในการทำงานร่วมกัน พร้อมกับบอกญาติโยม ว่าเรามีแผนผังทำงานอย่างนี้ หากญาติโยมมีข้อคิดเพิ่มเติมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ บริหารจัดการอย่างนี้สามารถมองภาพย่อย ทุกคนรู้กันหมดว่าใครทำอะไรอยู่ตรงไหน เช่น งานวางศิลาฤกษ์อุโบสถ มีคนมาทำบุญมากกว่า 1,000 คน ซึ่งไม่ได้คาดคิดว่าคนจะมามากขนาดนั้น แต่ด้วยการบริหารจัดการเช่นนี้ ทำให้งานออกมาดี

เนเบอร์หนุน

กรณีที่วัดไทยมักมีปัญหากับเนเบอร์ หรือเพื่อนบ้านเสมอนั้น เว้นที่วัดสุทธาวาส เพราะเนเบอร์ดีกับวัดมาก เช่น ครอบครัวข้างวัดช่วยหลายอย่าง เมื่อทำประชาพิจารณ์เพื่อสร้างอุโบสถนั้น ได้เพื่อนบ้านครอบครัวนี้ เดินหาเสียงและทำความเข้าใจกับคนทั่วไป อาตมาเองเดินเองเพียง 3 หลังเท่านั้น นอกนั้นเขาช่วยเรา เมื่อมีประชาพิจารณ์ไม่มีใครคัดค้านสักคนเดียว

ท่านเล่าถึงประสบการณ์ว่าก่อนมาสร้างวัดนั้น เคยปฏิบัติธรรมที่อยู่บนเขา Big Bear ซึ่งเป็นสาขาของวัดไทยแอลเอ 5 ปี

โดยไม่ได้คิดว่าจะไปสร้างวัดอะไรที่ไหน แต่ญาติโยมไปเจอ ชักชวนว่าควรมาอยู่ข้างล่างจะได้เป็นประโยชน์มากขึ้น ก็มาเช่าที่ Ontario ก่อน 17 เดือน

ส่วนที่ท่านสามารถเทศนาเป็นภาษาอังกฤษได้ อยู่ที่การฝึกฝนกล้าแสดงออก ใครนิมนต์ไปแสดงธรรมที่ไหนไปโดยไม่เกี่ยง และไม่ปฏิเสธ ตอนนี้พอใจที่เห็นเขามาฟังแล้วกลับมาอีก

ท่านมีความรู้ทางศาสนาจบ ป.ธ. 6 ทางโลกท่านจบปริญญาตรีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปริญญาโทสาขา Social Study จากมหาวิทยาลัยเนรูห์ ประเทศอินเดีย จบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Pacific Western University L.A. วิทยานิพนธ์การศึกษาและปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นพระไทยรูปที่ 2 ที่จบปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รูปที่ 1 ได้แก่ พระมหา ดร.ชื่น มรณภาพแล้ว

ชีวิตในสมณเพศเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยอุปสมบทที่วัดปากน้ำผังราช อ.แกลง จ.ระยอง ย้ายมาอยู่วัดดิสานุการาม กทม. ปี พ.ศ. 2521 ถึงปัจจุบัน ยังเป็นพระสังกัดวัดดิสานุการาม กุฏิที่พักยังอยู่ เพราะเจ้าอาวาสวัดดิสานุการาม ภูมิใจว่าวัดดิสานุการาม ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ แต่มีพระสร้างวัดและเป็นเจ้าอาวาสวัดในสหรัฐถึง 2 วัด คือ นอกจากตัวท่านแล้วก็ได้แก่ พระครูวิมลศาสนวิเทศ (สุนทร) เจ้าอาวาสวัดพุทธโสธร ที่ New Maxico

การที่พาโยมแม่มาอยู่ด้วย เป็นส่วนหนึ่งของการกตัญญูกตเวที คนส่วนใหญ่เห็นก็บอกว่าดี ที่ดูแลโยมแม่ ท่านสารภาพว่าแต่ในทางตรงกันข้าม โยมแม่มักใส่ใจจะดูแลอาตมามากกว่า แต่ท่านภูมิใจที่ท่านดูแลแม่ใกล้ชิด เป็นตัวอย่างให้ชาวอเมริกันนำไปปฏิบัติต่อพ่อแม่ของเขาได้ เพราะสังคมชาวอเมริกันโดยเฉพาะผิวขาวจะให้ลูกที่อายุ 16-17 ปี แยกออกจากบ้าน จึงไม่ค่อยผูกพันกันมาก

เมื่อถามถึงเรื่องคาดหวังในอนาคต ท่านตอบว่าแนวโน้มที่ผ่านมามีโยมทั้งชาวไทยและท้องถิ่นมาศึกษาและปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น เท่าที่อาตมาถาม พบว่าชาวท้องถิ่นให้ความสนใจเรื่องปฏิบัติธรรม จึงเป็นแนวโน้มที่ดี

หากบรรดาญาติโยมที่ไปสหรัฐ ผ่านไปทางริเวอร์ไซด์ แอลเอ เชิญแวะไปทำบุญ บำเพ็ญภาวนา จะได้ทั้งปีติในบุญและความภูมิใจในวัด เหมือนกับชาวอเมริกันและชาวพุทธทั้งหลายที่ไปครั้งแรกแล้วต้องกลับไปอีก