‘พระอรหันต์...อยู่หนใด’

  • วันที่ 23 ก.ย. 2561 เวลา 14:35 น.

‘พระอรหันต์...อยู่หนใด’

เรื่อง ราช รามัญ

แฟนนานุแฟน...ของโพสต์ทูเดย์ถามมาว่า พระอรหันต์แท้ๆ เขาดูอย่างไร เพราะตลอดอายุกว่า 60 ปีของผู้ที่ถามมานั้น พอเชื่อว่าพระรูปไหนเป็นพระอรหันต์ไม่นาน สุดท้ายก็มีเรื่องมีราว ไม่เรื่องเงินก็เรื่องชู้สาว ไม่ก็เรื่องการเมือง

อีกทั้งอยากรู้ว่า วิธีดูพระอรหันต์แท้ๆ เขาดูกันอย่างไร สังเกตจากอะไร ผมก็บอกไปตามสติปัญญาที่พอมีว่า ดูแน่ๆ ดูตอนใกล้ๆ จะมรณภาพจะเห็นชัด ถามว่าเห็นอะไร เห็นว่ามีอาการอย่างไร อย่าไปดูตอนที่อยู่เลย เพราะอรหันต์แต่งตั้งมันก็สามารถทำให้เหมือนและดูเนียนได้

พระอรหันต์แท้ๆ ไม่ได้มีข้อจำกัดว่าจะต้องอยู่ป่าหรืออยู่เขาเสมอไป อยู่ในเมืองก็เป็นได้ เหมือนทองคำอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำ ผู้ที่เข้าถึงแล้วซึ่งความเป็นอรหันต์จะไม่บอกใครว่า ตนเองเป็นหรือไม่ เพราะไม่มีความรู้สึกในด้านมานะ ตัวตนแล้วนั่นเอง

คำว่า “มานะ” คำนี้หมายถึงหนึ่งในสังโยชน์ ที่มีความหมายว่า ถือตัวถือตน ว่าดีกว่าเขา เหนือกว่าเขา เสมอเขาหรือว่าด้อยกว่าเขา สังโยชน์ข้อนี้จะเริ่มหมดและเบาบางตอนเป็นอนาคามี แต่พอเป็นอรหันต์แล้วเกลี้ยงไม่เหลือ แล้วจะเอาอะไรมาบอกว่าตนเป็นพระอรหันต์

อรหันต์เก๊ มักบอกทั้งคำพูดหรือคำใบ้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (ว่าเป็นอรหันต์) มีคนเชื่อก็ขาดจากความเป็นพระ (ปาราชิก) ทั้งๆ สูบบุหรี่อยู่ ติดหมากพลู ชอบดูกีฬาจากทีวี นิยมในเสียงเพลง แต่ทว่าเที่ยวไปบอกใครต่อใครว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เคยเห็นนักเทศน์พูดฉอดๆ เทศน์ไปด่าการเมืองไป เทศน์ไปด่าคนอื่นที่ขัดใจตนไป แล้วบอกว่าเป็นพระอรหันต์ อันนี้ยิ่งกว่าตาลยอดด้วน ผมจึงเน้นย้ำว่า ใช่หรือไม่ใช่ให้ดูตอนใกล้ตาย แต่ไม่ใช่ไปดูกระดูกว่าเป็นแก้วเป็นธาตุหรือไม่นะ เพราะเดี๋ยวเผลอๆ ลูกศิษย์ใส่สารหรือฉีดสารอะไรลงไปตอนเผามีปฏิกิริยาผ่าเอาเป็นแก้วตั้งตัวตอนเผาแล้วจะยุ่ง

เหตุที่บอกว่า ให้ดูตอนใกล้มรณภาพ ด้วยเหตุผลที่ว่า...มนุษย์เราเมื่อยามแก่ชราลงมักจะมีสติและสัมปชัญญะน้อยลงทุกทีๆ หลงๆ ลืมๆ ก็มี แต่ผู้ที่เข้าถึงความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์แล้วนั้น สติสัมปชัญญะแน่นปึก

ทุกอย่างที่พึงกระทำนั้นเป็นเพียงแค่กริยาเท่านั้น เขาจึงบอกว่า ลอยบุญลอยบาปแล้วนั่นเอง

ทีนี้คนเราเมื่อใกล้จะลาลับ...ถ้ายิ่งป่วยด้วยจะมีเวทนาเกิดขึ้นอย่างหนัก ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะเหลือน้อยเต็มที ทีนี้เองอาการร้องครวญครางจะปรากฏ ถ้ายังเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ แต่ถ้าเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมด้วยการเป็นพระอรหันต์แล้วจะนิ่งสนิท ไม่มีอาการโวยวาย หรือแสดงสีหน้าใดๆ จะรู้สึกตัวตลอดเวลาจนกระทั่งสิ้นไป แต่ประเภทที่ว่าใส่สายยางนอนนิ่งแล้วอวัยวะค่อยๆ หยุดทำงาน แล้วจะมาบอกว่ามีสติไม่ได้ เพราะนั่นเป็นการเลี้ยงเอาไว้ด้วยเครื่อง เพื่อให้อวัยวะทำงานเท่านั้น

“เราไม่หอบสังขารหนีความตาย” เป็นคำของหลวงพ่อพุทธทาส

ใครได้อ่านบันทึกแล้วคงจะเห็นอะไรบางอย่าง...ผู้บันทึก คือ พระที่อยู่ใกล้ชิดกับหลวงพ่อพุทธทาส

ท่านบอกว่า...หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวก่อนมรณภาพ

“ทอง เราคงไม่พ้นวันนี้” (ทอง-ชื่อพระที่ปรนนิบัติใกล้ชิด)

“ทอง มันเริ่มชาที่ขาแล้ว”

“ทอง เอากุญแจตู้ไป มันมาถึงเอวแล้ว”

“ทอง มาถึงอกแล้ว”

“ทอง ลิ้นเราเริ่มแข็งแล้ว”

แล้วจากนั้น ท่านก็ค่อยๆ หมดไป...มีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา ตอนที่หลวงพ่อพุทธทาสมีชีวิตอยู่ ท่านพูดเสมอว่า การฝึกให้มีสติสัมปชัญญะนั้น ฝึกเพื่อให้เอามาใช้ในวันสุดท้ายของชีวิต ท่านสอนคนอื่นอย่างไร ตัวของท่านก็ทำเช่นนั้นตลอดมา

ตลอดระยะเวลาของท่านที่พร่ำสอนชาวพุทธ ไม่เคยมีเรื่องไสยศาสตร์มาเจือปน ไม่เคยมีเรื่องรูปเคารพ หรือพิธีกรรมอะไร เข้ามาสอดแทรกแม้แต่พรมน้ำมนต์ กระทั่งชาวบ้านในยุคแรกๆ ต่างเรียกท่านว่า “พระบ้า” เพราะอยู่เพียงลำพังรูปเดียว เพราะไม่สนใจใคร

ทำให้ผมคิดถึงคำสอนของพระทิเบตระดับรินโปเชรูปหนึ่งที่กล่าวว่า

“คนบ้ากับคนที่จิตผุดผ่องใสเกินปุถุชนคล้ายกัน แต่ต่างกันที่คุณธรรม”

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ