เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

  • วันที่ 23 ก.ค. 2561 เวลา 11:18 น.

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ณ วัดสามปลื้ม

โดยสมาน สุดโตเรื่องราวประวัติศาสตร์ในวัดสามปลื้ม หรือ วัดจักรวรรดิราชาวาส เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร มีให้ติดตามหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเขตพุทธาวาส มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ด้วยว่าเป็นวัดที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่รัชกาลที่ 3 ทรงเรียกว่าพี่บดินทร์ เป็นผู้ปฏิสังขรณ์ แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง

ที่เขตพุทธาวาสมีอนุสาวรีย์ เจ้าพระยาบดินทรเดชาประดิษฐานอยู่อนุสาวรีย์นั้นเป็นรูปหล่อ นั่งในท่าวางอำนาจ เรียกว่า ราชลีลาสนะ (Rajalila asana) ประดิษฐานในศาลาทรงงาม ข้างมณฑปพระพุทธบาท ท่านเจ้ามา ติดกับสระจระเข้ ที่มีอยู่ 2 ตัวในปัจจุบัน

หนังสือประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายก และแม่ทัพใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในวโรกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์และชื่อค่าย เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ของ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เขต 2 อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี วันที่ 17 ตุลาคม พุทธศักราช 2527 เล่าความเป็นมาของการสร้างรูปหล่อนี้ว่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 กรุงเทพฯ เมื่อองค์หริรักษ์ (นักองค์ด้วง) พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ทราบว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ถึงอสัญกรรมแล้ว องค์หริรักษ์ระลึกถึงบุญคุณที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา ได้เคยช่วยเหลือปราบปรามหมู่ปัจจามิตร ทั้งช่วยจัดราชการเมืองเขมรให้ราบคาบเรียบร้อยตลอดมา จึงสั่งสร้างเก๋งขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่ใกล้วัดโพธารามในเมืองอุดงมีชัย (เมืองหลวงเก่าเขมร) แล้วให้พระภิกษุชาวเขมรช่างปั้นฝีมือเยี่ยมในยุคนั้น ปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทรเดชาขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์ด้วยปูนเพชร และกอปรการกุศล มีสดับปกรณ์เป็นต้นปีละครั้ง ที่เก๋งนี้ ชาวเขมรเรียกว่า “รูปองค์บดินทร์” ตลอดมาจนบัดนี้รูปนี้สร้างขึ้นในราวปีจอ พ.ศ. 2392

ส่วนรูปหล่อที่วัดจักรวรรดิราชาวาส นั้น พระพุฒาจารย์ (มา) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส เมื่อยังเป็นพระมงคลเทพมุนี ได้ให้คนไปวาดเขียนถ่ายอย่างรูปปั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชาที่เมืองเขมร มาให้นายเล็กช่างหล่อจัดการหล่อขึ้น

ขณะที่ปั้นหุ่นรูปได้อาศัยช่างเขียน และท่านทองภรรยาเจ้าพระยายมราช (แก้ว) ซึ่งมีอายุทันได้เห็นเจ้าพระยาบดินทรเดชา ช่วยกันติชมแก้ไขจนเห็นว่าเหมือนเจ้าพระยาบดินทรเดชาแล้ว จึงได้จัดการหล่อขึ้น ประจวบกับพระพุฒาจารย์มีอายุครบ 5 รอบ (60 ปี) จึงได้รวมทำพิธีฉลองอายุในคราวเดียวกัน รูปนี้หล่อขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2441 กับ พ.ศ. 2447

ในด้านศาสนานั้น นอกจากปฏิสังขรณ์วัดสามปลื้ม ปัจจุบันคือ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหารแล้ว เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ปฏิสังขรณ์วัดพรหมสุรินทร์ ซึ่งรัชกาลที่ 3 พระราชทานนามใหม่ว่าวัดปรินายก (กรุงเทพมหานคร) ปฏิสังขรณ์วัดช่างทอง ซึ่งเป็นวัดที่ท่านผู้หญิงฟักผู้เป็นมารดาได้สร้างไว้ อยู่ที่เกาะเรียน จ.พระนคร ศรีอยุธยา ปฏิสังขรณ์วัดวรนายกรังสรรค์ (เขาดิน) จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างวัดตึก ปัจจุบันคือ วัดเทพลีลา พระอารามหลวง ย่านรามคำแหง ยกที่บ้านถวายเป็นวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญเสนาสนะพร้อม มีชื่อว่าวัดชัยชนะสงคราม แต่ชาวบ้านมักเรียกกันว่าวัดตึก (สี่แยกวัดตึก กรุงเทพมหานคร)จนทุกวันนี้

ปีที่กลับจากเขมรมานั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชา มีอายุย่าง 71 ปี แต่ก็ยังเข้มแข็งสามารถรับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ต่อมาจนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2392 ก็ถึงแก่อสัญกรรมที่บ้านริมคลองโอ่งอ่าง (บริเวณเชิงสะพานหันกับบ้านดอกไม้) ด้วยอหิวาตกโรค ซึ่งระบาดชุกชุมในปีนั้นรุ่งขึ้นปี พ.ศ. 2393 จึงได้พระราชทานเพลิงศพที่วัดสระเกศ

ในเขตพุทธาวาส ยังมีพระวิหารที่เคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่ถึงรัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ส่งคืนกลับไปยังหลวงพระบาง เมื่อ พ.ศ. 2409 วิหารนั้นปัจจุบันจึงเป็นที่ประดิษฐานพระนาก

นอกจากนั้นก็มีพระอุโบสถ และวิหารถัดออกไปด้านหลังจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธฉาย อันพระพุทธฉายนี้ มีผู้ท่องเที่ยววัดโพสต์ข้อความในพันทิปดอตคอม (หลายปีมาแล้ว) ว่า

ต่อเนื่องจากพระวิหารเจดีย์เป็นภูเขาพระฉาย เป็นเขาจำลองขนาดย่อม ลักษณะเดียวกับเขามอ ใช้ตุ่มไหเป็นแกนโบกปูนทับ เป็นที่สักการะพระฉาย ที่ผนัง ลักษณะพระฉายทำเป็นเงาพระพุทธรูปยืนสีดำเว้าเข้าไป

(โดย) เขียนองค์พระพุทธรูปลงบนกระจกที่เคยเป็นกระจกเงาบานใหญ่สำหรับใช้ในการแต่งกายของเจ้าพระยายมราช

ผู้ที่โพสต์ในพันทิปดอตคอม บ่นว่า สถานที่ที่กล่าวมานั้น ขาดการดูแล กลายเป็นที่เก็บของ ดูรกรุงรัง ไม่น่าดู ผม(ผู้ที่โพสต์) พยายามเก็บภาพส่วนที่ดูไม่รกนักมาให้ดูกัน จึงดูพระฉายยังมีสีสมบูรณ์

เมื่อผู้เขียนเข้าไปต้นเดือน ก.ค. นี้ บางส่วนของพระฉายถูกปิดทอง จนเสียศิลปะ ความงาม ส่วนความสกปรกยังเหมือนเดิม

สรุปง่ายๆ ว่าขาดการดูแล และการทำความสะอาด ถ้าเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) ที่บูรณะวัดให้งดงามมาเห็น จะรู้สึกอย่างไรหนอ เชื่อว่าเจ้าอาวาส พระเทพวิสุทธิโมลี (พรหมา) คงให้คำตอบได้

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ