จินตนาการ สุดขอบฟ้า

วันที่ 27 ธ.ค. 2552 เวลา 13:35 น.
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์

บรรดาเด็กหนุ่มในชุดสีเขียวลายพรางโยกตัวไปตามเสียงเพลงอย่างสนุกสนาน พวกเขาตักตวงความรื่นเริงในช่วงเวลานี้ไว้อย่างเต็มที่ วันปีใหม่ตามประเพณี คือช่วงเวลาสุดท้ายก่อนจบหลักสูตรการฝึกทหาร อีกไม่นานจากนี้พวกเขาจะเข้าสู่พื้นที่การรบ เพื่อปกป้องถิ่นฐานและพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์จากผู้รุกราน

คงมีเพียงไม่กี่ที่ในโลกที่เด็กหนุ่มวัยเดียวกันนี้ เดินออกจากบ้าน จากห้องเรียนเข้าสู่สนามแห่งการเข่นฆ่า ความใฝ่ฝันในชีวิตผูกโยงอยู่กับชะตากรรมของแผ่นดินเกิด

หากพูดถึงความรักชาติ ในบางที่บางเวลาก็อาจจำเป็นต้องขยายปลุกเร้าให้เป็นความคลั่งชาติ

อย่าเพิ่งคิดว่าพวกเขาไร้เดียงสาหรือไม่รู้จักสงคราม แผ่นดินที่สร้างบ้านอยู่อาศัย หากจะมีการออกเอกสารสิทธิใดๆ คงต้องใช้เลือดต่างน้ำหมึก และนาข้าวพืชไร่ที่เพาะปลูกทำกินอาจต้องราดรดด้วยน้ำตา

ความสูญเสียที่สัมผัสพบมาตลอดชีวิต คงไม่มีใครรู้จักสงครามมากเท่าพวกเขา...

...เครื่องดื่มหมดไปหลายกระป๋อง การสนทนาจึงมีโอกาสเข้ามายังเรื่องราวชีวิตของเขา ย้อนกลับไปยังวัยเด็ก แม้บิดาจะเป็นทหาร แต่การทำหน้าที่คุ้มกันคาราวานยาเสพติดของ “ขุนส่า” ก็มิได้ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิกับการทำหน้าที่ในกองกำลังไทยใหญ่

เมื่อล่วงเข้าวัยหนุ่ม เขาจึงจากบ้านเกิดมาเป็นคนงานรับจ้างในเมืองไทย กระทั่งเมื่อ 8 ปีก่อน จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตก็มาถึง เมื่อเขากลับมาเยี่ยมมารดา ได้รับรู้ปณิธานของผู้นำคนใหม่ที่ปฏิญาณว่าจะไม่นำกองทัพไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พร้อมกับเรื่องราวของพี่น้องที่ถูกกดขี่ข่มเหง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาปักหลักใช้ชีวิตบนภูสูงติดชายแดน แม้ชีวิตใหม่จะต้องอยู่กับความเป็นความตาย แต่เขาก็ไม่หันหลังคิดกลับมาใช้ชีวิตคนงานรับจ้างในเมืองไทยอีกเลย

“เราก็มีบ้าน มีไร่นา แต่เราถูกกดขี่ ยิงควายเราไปกิน ฉุดพี่น้องเราไปข่มขืน บังคับเราไปขนอาวุธ ให้เราไปเสี่ยงตายออกเดินนำหน้าเคลียร์กับระเบิด เราจะอยู่ได้อย่างไร เมื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรีไม่ได้ เราก็ต้องหนี หรือไม่ก็ต้องสู้ สู้เพื่อศักดิ์ศรีของเรา”

8 ปี ณ ที่มั่นบนภูสูง การสู้รบเกิดขึ้นและยุติหมุนเวียนไปทุกปี เขาผันตัวเองมาเป็นครูฝึกทหาร ปลุกเร้าหล่อหลอมให้เด็กหนุ่มคนแล้วคนเล่า แข็งแกร่งทั้งร่างกายและวิญญาณ รักษาอุดมการณ์ต่อสู้ไว้จนถึงวันที่ธงชาติได้โบกไสวอวดแก่สายตาโลก เขาเริ่มสร้างครอบครัว ภรรยาเขาเป็นครู ทำหน้าที่ของตัวเองด้วยปณิธานเช่นเดียวกับเขา และลูกสาวตัวน้อยที่ค่อยๆ เติบโต

“ผมทำเพื่อให้ลูกผมได้มีบ้านอยู่ ได้เรียนหนังสือ และมีชีวิตที่ดี” ความหวัง ความฝัน ในการทำหน้าที่ ยืนยันด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า.....

...“ช่วงนี้มีคนตามผมอยู่” หนุ่มใหญ่ผู้นำชาวบ้านต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก บอกให้รู้ถึงเหตุผลที่ต้องนำพวกเราแล่นรถไปตามทางคดเคี้ยว จนมาถึงสถานที่ปลอดภัย ซึ่งระยะทางไกลพอสมควร

การต่อสู้มีความเสี่ยง ผู้คนในสนามต่อสู้จึงต้องระมัดระวังป้องกันตนเอง ประสบการณ์ของนักต่อสู้จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยืนยันว่านี่คือความจริง

ภายใต้สิ่งที่กระทำ โอกาสที่จะถูกกระทำก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

“มันหมดยุคแล้วที่ผู้มีอิทธิพล อำนาจไม่กี่คน ไม่กี่กลุ่มจะมากำหนดว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร การพัฒนาที่ผ่านมาหลายสิบปีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันล้มเหลว พวกคุณต้องฟังแล้วว่า ชาวบ้านเขาต้องการอะไร จะอยู่กันอย่างไร” น้ำเสียงหนักแน่นนี้ยืนยันถึงเป้าหมายการต่อสู้

เช่นเดียวกับสาวน้อยแกนนำต่อต้านเหมืองทองคำแห่งเทือกเขาเพชรบูรณ์ ทุกข์ยากจากโรคภัยของพี่น้องร่วมบ้านเกิดจำนวนมาก ทำให้เธอตัดสินใจ ลาออกจากการเป็นคนงานเหมือง

จุดยืนเพื่อนำคนบ้านเดียวกันลุกขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมของเธอ ไม่อาจไปด้วยกันได้กับสามีที่ยังต้องการทำงานในเหมืองแห่งนี้ต่อไป แต่เธอยังคงยืนหยัดหนักแน่นถึงความตั้งใจ แม้ทางเลือกเดียวคือการอุ้มลูกน้อยแยกทาง แยกชีวิตจากสามี

หนทางต่อสู้ มิเพียงปราศจากดอกไม้ให้ชื่นชม แต่ทั้งลาดชัน รกทึบไปด้วยพงหนาม ซ้ำยังเหน็บหนาวโดดเดี่ยวยิ่ง

บางครั้งด้วยสายตาคนนอกก็อดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า ความพยายามของเธอเพื่อให้ผู้อื่นได้มีชีวิตที่ดีนั้น คุ้มค่าเทียบกันได้หรือไม่กับความอ้างว้างเหน็บหนาว ที่ต้องเผชิญในยามต้องก้าวข้ามผ่านคืนอันทรมานที่แสนยาวนาน

การต่อสู้ของชาวบ้านในหลายๆ พื้นที่หลายๆ ชุมชนในสังคมไทย ก็คงมีเป้าหมายไม่ต่างกับการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยในประเทศเพื่อนบ้าน พวกเขามุ่งหวังเพียงโอกาสในการเลือกวิถีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยตัวเอง

แม้จะรู้ว่ามิใช่ความจริง แต่บางครั้งก็อดที่จะเชื่อไม่ได้ว่า ในโลกที่ทุนเป็นใหญ่นั้น ศักดิ์ศรีถูกทอนค่าให้ลดลงน้อยกว่าความมั่งคั่ง...

...“จินตนาการว่าไร้พรมแดนขวางกั้น หมดสิ้นซึ่งการฆ่าฟัน
ไร้ศาสนาที่ขีดคั่นศรัทธา หมดสิ้นความโลภ ไร้ความโหยหิว
ทุกหนแห่ง ปราศจากชนชั้น ผู้คนร่วมสร้างสรรค์ อยู่กันด้วยสันติ”.....

(Imagine : จอห์น เลนนอน)

เราทุกคนล้วนต้องการชีวิตที่ดีมิใช่หรือ?