การฝึกใจใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2561 เวลา 09:10 น.
  • | เปิดอ่าน 406
Share on Google+
LINE it!

การฝึกใจใช้ปัญญาแก้ปัญหาได้

โดย วรธาร ทัดแก้ว 

ปัญหาในวงการพระสงฆ์ไทยปัจจุบัน ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับเงินทอนวัดที่มีพระผู้ใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้อง อาจจะโดยรู้ตัว ไม่รู้ตัว หรือไม่รู้ทันเล่ห์กลเหลี่ยมคูของข้าราชการบางคนที่ทุจริตโดยดึงพระเข้าไปอยู่ในวงจรอุบาทว์ด้วย มินับคดีเงินทอนวัดอีกหลายวัดซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจะตรวจสอบต่อไป รวมถึงความประพฤติไม่เหมาะสมสมณสารูปของพระบางรูป ทำให้ชาวบ้านติเตียนวิพากษ์วิจารณ์กันแพร่หลายตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวคราวเหล่านี้สร้างผลกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของคนไทยที่เป็นชาวพุทธแตกต่างกันไป บางคนรู้สึกคับแค้น บางคนรู้สึกหดหู่ บางคนสะใจที่ตำรวจทำการจับกุมพระ บางคนเคืองโกรธเจ้าหน้าที่ทำไมต้องสึกพระด้วย ขณะที่ชาวพุทธจำนวนมากไม่รู้จะวางใจต่อปัญหาดังกล่าวอย่างไร เพราะเรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อยและไม่ได้เกิดกับพระผู้น้อยหรือพระบวชใหม่ แต่เกิดขึ้นกับพระผู้ใหญ่ในองค์กรปกครองสงฆ์สูงสุดอย่างมหาเถรสมาคม (มส.)

ในห้วงเวลาตั้งแต่เกิดปัญหาขึ้น ธรรมะหรือข้อคิดที่เป็นแนวทางในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม เป็นสิ่งที่ชาวพุทธต้องการ แล้วเป็นความโชคดีที่เมื่อวันวิสาขบูชา (29 พ.ค.) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม ได้ให้ธรรมะแก่พระสงฆ์และประชาชนที่มาฟังเทศน์ เวียนเทียนในวันวิสาขบูชา ณ อุโบสถ วัดญาณเวศกวัน บอกได้เลยว่าเป็นธรรมะที่ชาวพุทธควรนำเอาไปปฏิบัติอย่างยิ่งแล้วทุกคนจะไม่ทุกข์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวว่า เหตุการณ์ความไม่ดีไม่งามอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนจะต้องรู้ เข้าใจ แล้วปฏิบัติให้ถูกต้อง ว่าที่จริงแล้วก็ถือว่ามันเป็นปัญหา ปัญหาถือเป็นเรื่องที่ต้องฝึกใจและเป็นเรื่องลับปัญญา ถ้าเราใช้ให้เป็น เราก็พลิกแทนที่จะให้มันทำร้ายเรา เราก็กลับมาใช้ประโยชน์

ท่านกล่าวต่อว่า ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ มนุษย์เกิดมาต้องเจอปัญหาทุกคน ปัญหาชีวิตส่วนตัวบ้าง ปัญหาส่วนรวมบ้าง บางทีถ้าปฏิบัติกับมันไม่ถูกมันก็เสีย เสียให้กับจิตใจของเรา แล้วส่วนรวมก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ กลับไปซ้ำเติมปัญหาก็มี ฉะนั้นต้องเริ่มวางตัววางใจต่อปัญหา เรื่องเลวร้ายเหตุการณ์ไม่ดีนี้ให้ถูกต้อง

“ที่ว่าปัญหาเป็นเรื่องของการฝึกใจและลับปัญญา เริ่มต้นก็คือว่า เรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ใจต้องตั้งรับให้ถูก คือไม่ให้ใจถูกกระทบกระแทก บีบคั้น ขุ่นมัว เศร้าหมอง เหี่ยวแห้ง หดหู่ หรือฟุ้งซ่านวุ่นวายอะไรต่างๆ เรียกว่า รักษาใจไว้ให้สงบ หนักแน่น มั่นคง นี้อันที่หนึ่ง แม้แต่ชีวิตเราที่ถูกโลกธรรมกระทบกระทั่ง ลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในชีวิตคนเรา ท่านให้ใช้เป็นเครื่องฝึกเราจนกระทั่งมีความสามารถที่จะตั้งรับต่อโลกธรรมเหล่านั้นได้ถูกต้อง แม้แต่ใช้มันให้เป็นประโยชน์ พอใช้ให้เป็นประโยชน์เราก็ได้ฝึกตัวเอง”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ กล่าวต่อว่า เรื่องปัญหาในวงการพระสงฆ์เริ่มต้นก็รักษาใจเราไว้ก่อนให้สงบ หนักแน่น มั่นคง ไม่ถูกกระทบกระแทก แล้วยกเรื่องให้ปัญญาจัดการ เพราะปัญหาเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เรื่องของจิตใจ ไม่ใช่เอาใจเข้าไปยุ่งกับปัญหา กับความทุกข์ที่จะทำให้ใจวุ่นวายพลอยทุกข์เดือดร้อนไปด้วย ใจต้องรักษาเป็นปกติให้ดี ใจมีสภาพที่ดีก็จะได้ใช้เป็นที่ทำงานของปัญญา ถ้าที่ทำงานของปัญญาไม่ดีปัญญาก็เสียโอกาสในการทำงาน ฉะนั้นเมื่อเกิดปัญหา เกิดเรื่องราวร้ายต้องรักษาใจให้ได้ ใจอยู่ในสภาพที่มั่นคง หนักแน่นสงบเป็นอย่างดี ปัญหามาก็ยกให้ปัญญาจัดการ คราวนี้เราก็จะแก้ไขปัญหาได้

“อย่างเรื่องในวงการพระสงฆ์ในเวลานี้ ถ้ามองด้วยปัญญาในแง่หนึ่ง อาตมาเคยเขียนหนังสือมาหลายเรื่อง หลายครั้ง แล้วเรื่องประเภทนี้เคยเกิดขึ้นมาไม่ใช่ครั้งเดียว หลายท่านที่อายุมากๆ ก็เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายตรงนี้มา แง่หนึ่งที่มองก็จะบอกว่าพระสงฆ์นี้ ใช้ภาษาฝรั่งเรียกว่าเป็น Clean ของสังคมในแง่ของคุณธรรม จริยธรรม แล้วสังคมของไทยเรานี้แม้แต่ส่วนที่ถือว่าเป็น Clean สุดยอดดีนี้ยังแย่ขนาดนี้แล้วสังคมไทยส่วนใหญ่จะไปทางไหน อันนี้กลายเป็นเครื่องเตือนเรานะว่าอย่าได้ประมาท ให้มาตรวจสอบตัวเองดูว่า ตื่นขึ้นมาเสียเถิดเราอาจตกอยู่ในความประมาทมานานแล้ว

สังคมไทยนี้อาจจะฟอนเฟะ หรืออะไรไปอย่างรุนแรงแล้วมาจนถึงขนาดนี้ ถึงส่วนที่เป็น Clean นี้แย่ไปด้วย มันฟ้องแล้ว ฉะนั้นอย่าได้นอนใจ อย่ามัวถกเถียงกันอย่างนั้นอย่างนี้ โทษคนนั้นคนนี้ มาดูใจดูสังคมของตัวเอง แล้วรีบตื่นขึ้นมาหาทางแก้ไขกัน นี่แหละเป็นเรื่องที่หนึ่งที่ว่าจะให้เราตื่นตัว ไม่ประมาท แล้วก็มองว่าคนไทยทุกคน พุทธศาสนิกชน พุทธบริษัททั้งหมดนี้เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนา เป็นเจ้าของวัดวาอาราม พุทธศาสนา วัดวาอาราม ไม่ใช่เป็นของพระองค์ไหน เป็นของชาติ ของแผ่นดิน เรามีส่วนร่วมรับผิดชอบทุกคน ที่ต้องแก้ไข ที่มีเหตุร้ายอย่างนี้เกิดขึ้นเพราะชาวพุทธคนไทยปล่อยปละละเลย ตกอยู่ในความประมาทหรือเปล่า

สำรวจตัวเองให้ดีก็จะเห็นว่าสาเหตุเป็นอย่างนั้น อาตมาอยากเท้าความแม้ตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาแล้วเรากู้ชาติกู้แผ่นดินจนมากระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเท่าที่ควร ยังไม่ไปถึงไหนนะ ฉะนั้นตื่นขึ้นมาแล้วรีบสำรวจตัวเอง ลุกขึ้นมาก้าวหน้า เดินต่อไป ตั้งตัว ตั้งหลักให้ดีจึงจะไปได้ แล้วการที่จะดูแลแก้ปัญหาด้วยปัญญานั้นก็คือ 1.ดูสภาพตัวเองอย่างที่ว่านี้ 2.สืบสาวเหตุปัจจัย

การแก้ไขด้วยปัญญา ดูว่าปัญหาเกิดมายังไง ก็เกิดจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด แล้วจะแก้ยังไง ก็ต้องแก้ไขที่เหตุปัจจัย แล้วตอนนี้เหตุปัจจัยยังไง ทางฝ่ายพระ ฝ่ายบ้านเมือง ทางฝ่ายประชาชน มีเหตุกันทั้งนั้น คือฝ่ายทำเหตุ ฉะนั้น ไปวิเคราะห์แยกแยะให้ดีก็จะเห็น ถ้าเห็นเหตุปัจจัยก็เห็นทางแก้ อย่ามัวไปโศกเศร้าเสียใจ ทำใจไม่สบาย ว้าวุ่น ขุ่นหมอง เหี่ยวแห้ง หดหู่ ฟุ้งซ่าน ไม่พอใจ วุ่นวายใจ อะไรก็ตามไม่เอาทั้งนั้น เอาอยู่ในความสงบ หนักแน่น แล้วให้ใจเป็นที่ทำงานใหญ่ เป็นที่ทำงานที่มีคุณภาพสำหรับให้ปัญญามาทำงานอย่างได้ผล

“ต้องแยกอันนี้ให้ถูก ใจเป็นที่ทำงานของปัญญา เรื่องอย่างนี้มาใจไม่ต้องยุ่ง ยกให้ปัญญาจัดการ แล้วใจเราก็คอยตามดูด้วยความสบายใจว่ามันก้าวหน้าไป รู้ปัญหา รู้ปัจจัย เราก็สบายใจขึ้นเรื่อยๆ ใจมีแต่เรื่องที่จะต้องรับมันให้ดี ฉะนั้น ใจขุ่นมัวเศร้าหมอง ปัญญาก็พลอยทำงานไม่ได้ผลไปด้วย เอาล่ะ อันนี้ฝากไว้ ขอให้โยมทุกท่าน ใจโล่งโปร่งสบาย ไม่ต้องไปขุ่นมัวเศร้าหมองกับเรื่องนี้”

Share on Google+
LINE it!