‘โสดาบันที่หลวงพ่อสมเด็จเล่าให้ฟัง’

  • วันที่ 27 ส.ค. 2560 เวลา 06:29 น.

‘โสดาบันที่หลวงพ่อสมเด็จเล่าให้ฟัง’

โดย...ราช รามัญ

หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ สุวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร เกิดเมื่อปี 2450 และมรณภาพเมื่อปี 2553 นับเป็นพระมหาเถระอีกรูปหนึ่งที่อายุยืนถึง 103 ปี จำได้ว่า หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า บวชพระตอนปี 2471 ก่อนหน้านั้นท่านเป็นสามเณรคอยรับใช้สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ เสาชิงช้า กทม.

หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องของอริยบุคคลที่เป็นโยมให้ฟัง เรื่องนี้ประทับใจมาก ผมจึงนำเอามาเล่าต่อ สมัยท่านอยู่กับสมเด็จพระสังฆราช (แพ) ท่านเรียนรู้ทั้งธรรมะและเรื่องของการสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์ ตลอดทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับคุณธรรมของอริยบุคคลที่มีชีวิตอยู่

หลวงพ่อสมเด็จท่าน เล่าว่า วัดสุทัศน์ สมัยก่อนตอนดึกๆ ไม่มีรถอะไรขับผ่าน เงียบสงัดเพราะคนกลัวเปรต คงเคยได้ยินคำว่า แร้งวัดสระเกศเปรตวัดสุทัศน์ สักประมาณห้าโมงของทุกวันจะมีคนจีนที่บ้านบาตรคนหนึ่งมาหาสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เกือบทุกวัน แล้วก็นั่งคุยสนทนาธรรมกันจนกระทั่งทุ่มครึ่ง บางทีสามทุ่มจึงกราบลากลับ เป็นคนเดียวที่ไม่กลัวเปรต

วันหนึ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) บอกกับท่านว่า โยมเต็ก ที่มาทุกวันนั้นคุณเณรเห็นไหม นั่นเป็นอริยบุคคลนะ คุยธรรมะกันนี่เข้าใจรู้เรื่องดี ในเรื่องของโสดาบัน ผิวพรรณอิ่มผ่องใส กินอาหารวันละสองมื้อเหมือนพระ แต่กินมังสวิรัตินะ พรุ่งนี้เขามาคุณเณรเข้ามาด้วยนะ จะได้ฟังเป็นความรู้

ครั้นเมื่อโยมเต็กมา สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ให้คนไปตามมานั่งสนทนาธรรม ในการสนทนาธรรมนั้นท่านได้แต่ฟัง สิ่งที่จำได้ คือ โยมเต็กนี่ไม่คุยอวดตัวตนว่าตัวเองสำเร็จมรรคผลอะไรเลย เรียบร้อย หน้าตาผ่องใส ตาเป็นประกายใส

ธรรมะข้อหนึ่งที่โยมเต็กเล่านั้นน่าสนใจมาก คือ เวลาที่คนเราจะข้ามคูข้ามหนองไปอีกฝั่งนั้น จุดที่ยากที่สุด คือ จุดที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คูนั้นแหละ จะไป ไม่ไปดี ในวันนั้นก็เหมือนกัน นั่งสมาธิแบบลืมตาพิจารณาธรรมะไปเรื่อยๆ พอสักครู่ก็พาจิตเข้าสมาธิ

จากนั้นไม่เท่าไรตัดสินใจข้ามไปฝั่งโน่นดีกว่า แล้วก็ไป เมื่อจิตมันข้ามมาพ้น ภาวะความรู้อารมณ์โลกนี้มันช่างต่างจากเดิมมาก มองอะไรก็มากด้วยความเมตตา มองไปทางไหนก็จะมองแบบในมุมที่มีความสุขมากกว่าคำว่า ความทุกข์ มันเห็นแต่ไม่ได้คิดนะ มันรู้สึกเองโดยธรรมชาติ

หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) ในวันที่เป็นสามเณรแล้วได้ยินได้ฟังนั้น อดใจไม่ไหวถึงกับต้องเอ่ยถามไปว่า

โยมเต็ก มีความโลภ โกรธ หลง ไหม เมื่อเป็นแบบนี้ โยมเต็กหัวเราะ...แล้วบอกว่า มีอยู่นะสามเณร แต่การมีอยู่นั้น เวลามันเกิดก็ดับทันกับมัน เผลอคิดและรู้สึกไปสัก 5 นาที คิดได้มันก็กลับมาเป็นปกติอย่างเดิมทุกอย่างเลย แต่ถ้าเมื่อก่อนมีแล้วมันคิดไปตลอด คิดไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลย

ถ้าโยมเต็กเป็นแบบนั้นจริงแล้ว ข้ามฝั่งแล้ว ถ้าเณรอธิษฐานขออะไร โยมเต็กจะรู้ไหม...โยมเต็กไม่ตอบ แต่ก็ได้ลองอธิษฐานเอาไว้ในใจอยู่สองเรื่อง แต่แล้วก็ต้องตลึงเมื่อโยมเต็กคนนั้นได้พูดขึ้นมาทันทีหลังอธิษฐานในใจเสร็จว่า

สามเณรจะมีอายุยืนเป็นร้อยปีแน่นอน

สามเณรจะได้เป็นสมเด็จด้วยนะ

สมเด็จพระสังฆราช (แพ) ได้ยินอย่างนั้นถึงกับยิ้มชอบใจ แล้วพนมมืออนุโมทนาสาธุด้วย แต่ที่เป็นเรื่องทำให้ท่านเชื่อไปอีกว่า โยมเต็กคนนี้เป็นโสดาบัน คือ สามารถรู้วันตายของตัวเองได้แล้วก็รู้ว่าตายด้วยเพราะเหตุใด โยมเต็กบอกว่า เขาจะต้องตายในปี 2501 สาเหตุที่ตายเป็นเพราะว่ารถชนตาย เป็นเพราะกรรมเก่าที่เกิดมาแต่หนหลังที่เขาชอบเอานกมาขังเอาไว้จนทำให้มันขาดอิสรภาพ แล้วก็บินไปไหนมาไหนไม่ได้

โยมเต็กโดนรถชนที่ป้อมมหากาฬโน่น (ตรงข้ามวัดราชนัดดา) เสียชีวิตทันที ทั้งที่ในยุคสมัยนั้นรถก็ไม่ได้มากมายอะไร

แล้วในที่สุด สิ่งที่โยมเต็กพูดก็เป็นความจริงอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อผ่านกาลเวลามา คือ มีอายุยืนและได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะ หลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) ท่านจึงเชื่อหมดหัวใจว่า โยมเต็กคนนั้นเป็นโสดาบันจริงๆ ตามคำของสมเด็จพระสังฆราช (แพ)

เรื่องของโสดาบันนี่เป็นอะไรที่น่าติดตาม ที่หน้าศึกษาอย่างมาก เหมือนกับที่หลวงพ่อสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ซึ่งเป็นพระสังฆราชองค์ที่ 17 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ก็เคยประสบมาเหมือนกัน ซึ่งเรื่องราวนั้นน่าสนใจมากกับเด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ เธอมีบารมีเก่ามากมาย และที่สำคัญเกิดมาในชาติตระกูลที่ดีเป็นถึงหลานของคุณพระท่านหนึ่งด้วย เธอเก็บเงินได้ในกระปุกออมสิน แล้วนำเอามาถวายพระซึ่งมาฉันเพลที่บ้านของคุณพระ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) ซึ่งเป็นประธานเลย ถามว่า เอาเงินมาถวายพระปรารถนาอะไร

“หนูปรารถนาเป็นโสดาบันเจ้าค่ะ” ทำเอาสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) อึ้งไปพักใหญ่ แล้วยกมืออนุโมทนาด้วยปีติ แล้วสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) แอบถามคุณพระว่า เคยพาไปวัดหรือให้ฟังเทศน์ฟังธรรมอะไรไหม คุณพระท่านว่า ไม่เคยพาไปไหนเลย ท่านจึงยกมือขึ้นท่วมหัวว่า

“เมื่อใดมีการปฏิบัติธรรม โลกนี้ไม่ว่างจากอริยบุคคลจริงด้วย”

โสดาบัน ไม่ว่าคุณ ไม่ว่าใคร ต่างก็สามารถเข้าถึงได้ แต่นั้นหมายความว่า คุณจะต้องพร้อมทั้งกายและใจและที่สำคัญบารมีเก่าและบารมีใหม่ต้องสัมพันธ์กัน ถ้ายังไม่ถึงพร้อมก็บำเพ็ญสั่งสมไป

ข่าวอื่นๆ