สูตรของเว่ยหล่าง อ่านแล้วชีวิตเปลี่ยน

วันที่ 15 ม.ค. 2560 เวลา 10:56 น.
สูตรของเว่ยหล่าง อ่านแล้วชีวิตเปลี่ยน
โดย...ราช รามัญ

ตอน Inspiration Book

วันหนึ่งนั่งทวนความตามบาลีกับหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พุฒ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม จู่ๆ ท่านหยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งมาให้

แล้วบอกว่า พอได้แล้วบาลี เอาเล่มนี้ไปอ่านดู เห็นชื่อคราวแรกนึกแปลกในใจว่า เอาหนังสือ จีนๆ แบบนี้มาให้อ่านทำไม...แต่พอเห็นชื่อผู้แปล คือ หลวงพ่อพุทธทาส เท่านั้นเลยรับมา หนังสือที่ชื่อ สูตรของเว่ยหล่าง เล่มนี้อ่านคืนเดียวจบเล่ม และบอกได้เลยว่าเป็นหนังสือเล่มเดียวในหลายหมื่นเล่มที่ชอบมาก อ่านซ้ำมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 รอบ

หนังสือเล่มนี้ ให้อะไรมากมายแก่นักปฏิบัติธรรม ให้อะไรมากมายกับผู้คงแก่เรียนที่ยึดใบลาน ให้อะไรมากมายกับผู้ที่แสวงหาคำว่านิพพาน และให้อะไรเกินกว่าคำว่าให้ ถึงกับขนาดอ่านหลายรอบก็วางไม่ลงเลยทีเดียว หลายสำนักพิมพ์ที่ได้รับการอนุญาตให้ตีพิมพ์ อาทิ สำนักพิมพ์ธรรมสภา/สำนักพิมพ์สุขภาพใจ เป็นต้น

หลวงพ่อพุทธทาส ผู้แปล ท่านได้เขียนคำชี้แจงเอาไว้อย่างน่าสนใจมาก ประโยคหนึ่งท่านบอกเอาไว้ว่า

“...ในการนี้จะได้รับประโยชน์ถึงความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนาในขอบคัมภีร์ กับพุทธศาสนาซึ่งอยู่เหนือคัมภีร์ พุทธศาสนาที่อิงพิธีรีตองต่างๆ กับพุทธศาสนาที่เป็นอิสระตามธรรมชาติ และเดินหลักตามธรรมชาติ

พุทธศาสนาที่ให้เชื่อก่อนทำ กับพุทธศาสนาให้ลองทำก่อนเชื่อ พุทธศาสนาในฐานะวรรณคดี กับพุทธศาสนาประยุกต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างพุทธศาสนาที่ใช้ได้แต่กับคนบางคน กับพุทธศาสนาที่อาจให้สำเร็จประโยชน์ได้แก่บุคคลทุกคน แม้คนที่ไม่รู้หนังสือ...”

อ่านมาถึงตรงนี้ ได้แต่ตะลึง กับคำว่า “คนไม่รู้หนังสือ”

เป็นชนวนเหตุให้อ่านแล้ววางไม่ลง... ในเล่มนี้นอกจากจะมีประวัติความเป็นมาของเว่ยหล่างแล้ว ยังมีธรรมะข้อคิดดีๆ มากมายที่สามารถกระตุกจิตใจ และเปลี่ยนให้ใจของเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็นหนังสือในแนวพุทธศาสนาอีกเล่มหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญญา โดยไม่ต้องอิงหลักอะไรเลย นอกจากหลักธรรมชาติ ไม่ต้องใช้สมาธิมากมายขนาดที่ต้องหลับตาแต่ใช้สติปัญญาแบบสามัญที่มีอยู่นั่นเอง

เว่ยหล่าง จากบ้านทางทิศใต้ไปอยู่วัดทางตอนบนของจีน เพื่อไปสมัครเป็นลูกศิษย์ของพระโพธิธรรม องค์ที่ 5 เมื่อหลวงพ่อเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระโพธิธรรมได้ถามว่า เจ้าเป็นคนป่าจะเรียนธรรมะได้อย่างไร...เป็นคำถามเพื่อลองภูมิ ปรากฏว่า พระโพธิธรรมต้องอึ้งกับคำตอบ

“จะคนป่า คนเขา คนที่ไหนๆ ความเป็นพุทธะในจิตใจก็หาทำให้เกิดความแตกต่างได้ไม่”

หลวงพ่อเจ้าอาวาสเข้าใจเลยว่า เว่ยหล่าง คนป่า คนเขาทางใต้ คนนี้ไม่ธรรมดา จึงไล่ให้ไปอยู่ในครัวเพื่อมิให้ใครมาจ้องมองและทำอันตรายอะไรแก่เขา

คราวหนึ่งหลวงพ่อโพธิธรรมประกาศในหมู่ศิษย์ให้มาเขียนโศลกธรรม เพื่อที่จะตรวจสอบจิตใจว่าใครสมควรที่จะได้รับการถ่ายทอดธรรม พระรูปหนึ่งในวัดที่เรียกได้ว่าเป็นตัวเต็ง ได้เขียนโศลกธรรมว่า

“กายของเราคือต้นโพธิ์ ใจของเรา คือ กระจกเงาอันใส

เราเช็ดมันโดยระมัดระวังทุกๆ โมงยาม ไม่ให้ฝุ่นละอองจับ”

เมื่อใครเห็นโศลกธรรมนี้ ต่างก็พากันสรรเสริญว่า น่าจะได้รับการยกย่องและถ่ายทอดธรรมะเพื่อให้ได้เป็นพระโพธิธรรมองค์ต่อไป แต่เรื่องนี้ทราบไปถึงหูของเว่ยหล่างซึ่งอยู่ในครัว จึงเดินออกมาแล้วให้คนแถวนั้นอ่านให้ฟัง เมื่อเขาได้ฟังแล้วจึงบอกให้ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นราชการ ช่วยเขียนโศลกธรรมของเขาให้หน่อย ราชการหนุ่มคนนั้นจึงถามว่า คนป่าอย่างเจ้ามีโศลกธรรมกับเขาด้วยหรือ...ไหนลองว่ามาสิ ไหนลองว่ามา

เว่ยหล่างได้บอกโศลกธรรมนั้นไป ราชการหนุ่มคนนั้นเขียนไปมือสั่นไป ด้วยเหตุใดก็ไม่ทราบได้ ความของโศลกธรรมนั้นมีดังนี้

“ไม่มีต้นโพธิ์ ทั้งไม่มีกระจกเงาใสสะอาด

เมื่อทุกอย่างว่างเปล่าแล้ว ฝุ่นจะลงจับอะไร”

ต่อมารุ่งเช้าพระโพธิธรรม เจ้าอาวาส ได้มาอ่านโศลกธรรมทั้งสองอัน ก็เข้าใจได้ดีว่า เว่ยหล่าง จิตใจพร้อมแล้วที่จะได้รับการถ่ายทอดธรรมะ เป็นสิ่งที่อัศจรรย์มากของคนป่า คนเขา ที่ไม่รู้หนังสือ ยังเข้าใจธรรมะได้เพียงนี้ แต่แล้วท่านก็ออกอุบายเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อเว่ยหล่างอีกครั้ง ด้วยการบอกว่าโศลกธรรมของเว่ยหล่างใช้ไม่ได้ ให้ลบเสีย แต่แล้วไม่นานท่านก็แอบเดินย่องไปหาเว่ยหล่างในยามเที่ยงคืน เพื่อสนทนาธรรมพร้อมกับนัดให้ไปพบที่กุฏิเพื่อถ่ายทอดธรรมะให้ พร้อมมอบบาตรและจีวรให้เป็นพระโพธิธรรม สังฆปริณายก ให้ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ออกบวชเลย แล้วบอกให้หนีออกจากวัดไปทางตอนใต้นานถึง 15 ปี บางทีไปหลบอยู่กับพรานป่าบ้าง เป็นต้น หนังสือ เว่ยหล่าง ที่หลวงพ่อพุทธทาสแปลนี้ บอกได้เลยว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วยกระดับจิตใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี และทำให้เข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้อย่างแท้จริง