เข้าให้ถึงรู้ให้จริงว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนอะไรในฐานะชาวพุทธ (ตอน๓)

วันที่ 27 ส.ค. 2553 เวลา 07:43 น.
ปุจฉา : กราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์อารยะวังโส

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : กราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์อารยะวังโส

ผมมีความต้องการที่รบกวนท่านพระอาจารย์ ขอหนังสือรวมเล่มธรรมส่องโลก เล่ม ๑ และ ๒ ถ้ามีหนังสือวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาขอความเมตตาท่านพระอาจารย์ช่วยสงเคราะห์ให้ผมได้มีโอกาสศึกษาด้วยครับ

กราบนมัสการด้วยความเคารพ

นายกรกฏ ยงใจยุธ

๑๐๐/๒๙๐ ม.มณียา ๑๒ ซอยท่าอิฐ

ถนนรัตนาธิเบศร์ อ.เมือง จ.นนทบุรี ๑๑๐๐๐

วิสัชนา : ตามนโยบายเผยแผ่พระพุทธศาสนาของรัฐสภา อาตมาก็ดำเนินการมาโดยตลอด สืบเนื่องมาร่วม ๓ ปีเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการประพฤติกิจในพระพุทธศาสนาในฐานะพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนการปฏิบัติให้มีผลยิ่งขึ้น เมื่ออาตมาต้องใช้เวลาทุกชั่วโมงให้มีคุณค่าความหมาย เพื่อการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมอยู่ทุกขณะ เรียกได้ว่า มีพระธรรมเป็นเครื่องควบคุมกาย–จิต ให้มั่นคงดำรงอยู่ อย่างมีสติสัมปชัญญะ ไม่ต้องคิดแส่ส่ายจิตไปในเรื่องใดๆ นอกวิถีธรรมเลย จึงมีข้อพิจารณาธรรมเกิดขึ้นอยู่ในจิตตลอดเวลา ซึ่งต้องศึกษาให้เข้าใจในภายนอก (ตำราพระไตรปิฎก) และต้องน้อมนำมาพิจารณาภายใน (โยนิโสมนสิการ) งานเขียนธรรมะ หรืองานแสดงธรรมเทศนา จึงไม่ชุ่ยๆ

สักแต่ว่าทำ ผลสะท้อนกลับจึงไม่เคยมีใครเขียนจดหมายมารบกวนจิต หรือยกมือขึ้นท้วงติง ว่า พูดผิด สอนผิด เพราะทั้งอรรถและธรรมที่นำมาแสดงนั้นอ้างอิงพระพุทธวจนะโดยตลอด ที่สำคัญเพราะประพฤติปฏิบัติจริงๆ เจริญภาวนามาโดยตลอดอย่างเข้มแข็ง จึงไม่วิจิกิจฉาในพระสัทธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้แล้ว ด้วยความรู้คุณค่าของพระธรรมคำสั่งสอนที่พระบรมครูแสดงไว้ดีแล้ว จึงมีอุดมการณ์ธรรมที่ต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางออกไปในหมู่สัตว์ ในหมู่ชนผู้มีวาสนาทั้งหลาย เพราะเชื่อมั่นในความจริงว่า “พระธรรมคำสั่งสอนที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์ด้วยอรรถ และพยัญชนะ เป็นหนทางเดียวที่สัตว์ทั้งหลายจะได้อาศัยไป เพื่อทำความทุกข์ให้สิ้น”

อีกประการหนึ่งของเจตนาอันมั่นคงที่ดำรงอยู่ด้วยฉันทะในธรรม ประกอบอุดมการณ์ธรรมให้แก่กล้า เพราะเริ่มเกิดความโกลาหลในหมู่ศรัทธาสาธุชน ผู้ต้องการเข้าถึงพระพุทธศาสนาเนื้อแท้ ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสั่งสอนธรรมอันใด... พระธรรมแท้จริงที่เป็นพระอริยสัจเป็นอย่างไร หรือพระพุทธศาสนาแท้จริงมีข้อธรรมคำสั่งสอนเป็นอย่างไร?” จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการคิดหาวิธีการนำเสนอพระธรรมคำสั่งสอนที่เข้าใจไม่ยาก ถูกต้อง และชวนให้ใคร่ต่อการศึกษา ไม่น่าเบื่อหน่ายสำหรับหมู่ชนในโลกวัตถุนิยมที่กำลังร้อนแรง จึงนำมาสู่งานเขียน งานบรรยายที่ออกสู่สาธารณชนมากมาย ซึ่งต้องทุ่มเทกำลังกาย–ใจ มากๆ ต่อการทำงานดังกล่าว โดยไม่มีค่าจ้าง ค่าแรง เป็นเงินทองหรือวัตถุสิ่งของใดๆ เป็นสิ่งล่อใจหรือต่างตอบแทนให้ใคร่ที่จะทำ และไม่ได้เป็นไปเพื่อนำผลงานไปอ้างอิงเพื่อหวังสมณศักดิ์พัดยศใดๆ จากองค์กรสงฆ์ หรือสถาบันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ซึ่งได้ตอบปฏิเสธไป เมื่อกรรมาธิการทางศาสนาของสภาผู้แทนฯ

ได้นำเสนอชื่อผู้บำเพ็ญประโยชน์ เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในชมพูทวีป (อินเดีย, เนปาล) อันเป็นแผ่นดินเกิดของพระพุทธศาสนา จากการพิจารณาประจำปีนี้ของคณะกรรมาธิการฯ ไม่ใช่เพราะไม่เห็นชอบ แต่เพราะอาตมามีแนวทางวิถีจิตของอาตมาซึ่งมีหลักการอีกแบบหนึ่ง ซึ่งหากใครติดตามผลงานการเขียนจาก “ธรรมส่องโลก” ใน นสพ.โพสต์ทูเดย์ ก็จะทราบถึงศาสนกิจของอาตมา ในฐานะผู้นำพระสงฆ์นานาชาติ จัดประชุมมาฆบูชาโลกเป็นครั้งแรก ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร พระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ (รัฐพิหาร อินเดีย ปัจจุบัน) และการนำชาวพุทธในอินเดีย จัดงานมาฆบูชาโลกครั้งแรก ณ ดิคชภูมี นครนาคปุระ รัฐมหาราษฎร์ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ในอินเดีย ถึง ๑๓ ฉบับ มีการเผยแพร่ภาพข่าวไปทั่วทางสถานีโทรทัศน์ฯ โดยการทำงานร่วมกับมหาโพธิสมาคมของอินเดีย (พุทธคยา) ซึ่งในวันที่ ๑๗ ก.ย. ๒๕๕๓ นี้ อาตมาได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมเทศนา ณ มหาโพธิสมาคมของอินเดีย (พุทธคยา) เนื่องในวันครบรอบ ๑๔๖ ปี ของท่านอนาคาริก ธรรมปาละ รัตนบุรุษแห่งศรีลังกา ผู้อุทิศชีวิตในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป และต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนตรัสรู้ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา อินเดีย จากการรุกรานเข้าครอบครองของพวกพราหมณ์ กลุ่มมหันต์

อ่านต่อฉบับหน้า