หลวงปู่มา ญาณวโร เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำชี

วันที่ 22 พ.ย. 2552 เวลา 08:00 น.
โดย ณศักต์ อัจจิมาธร

หลังหลวงตาพวง สุขินทริโย วัดศรีธรรมาราม แห่งเมืองยโสธร ดับขันธ์เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2552 หลวงปู่มา ญาณวโร แห่งวัดสันติวิเวก บ้านโนนคำ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ก็เดินทางมากราบเคารพศพ

เสร็จภารกิจแล้ว หลวงปู่มา ก็เปรยขึ้นต่อหน้าคณะศิษย์ใกล้ชิดว่า เทวดาได้มาขอนิมนต์พระ 3 รูปขึ้นไปบนสวรรค์ รูปแรกได้นิมนต์ไปก่อนหน้านี้แล้วคือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) รูปต่อมาคือ หลวงตาพวง ที่เพิ่งสิ้นไป และรูปสุดท้ายคือองค์ท่านเอง ซึ่งอีก 7 วันข้างหน้า เทวดาก็จะมานิมนต์ไป

คำกล่าวครั้งนั้นสร้างความตื่นตกใจให้คณะศิษย์เป็นอย่างมาก ด้วยหวาดหวั่นว่า อีก 7 วันหลวงปู่มาจะละขันธ์เช่นพ่อแม่ครูอาจารย์ 2 รูปที่ถูกกล่าวถึง

ทว่า พ้น 7 วันไปแล้ว ท่านก็ยังดำรงขันธ์อยู่ตามปกติ

กระทั่งวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา หลวงปู่มา จึงดับขันธ์ไปอย่างสงบ เป็นเวลา 7 เดือนพอดิบพอดี หลังจากที่ท่านเปรยเรื่องเทวดามานิมนต์ไปสวรรค์ไว้กับลูกศิษย์เมื่อครั้งที่หลวงตาพวงมรณภาพ

หลวงปู่มา ญาณวโร

แม้ชื่อของหลวงปู่มาจะมิได้ปรากฏว่าเป็นศิษย์โดยตรงในสำนักพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต แต่หากไล่เรียงรายนามของพระสุปฏิปปนฺโนในภาคอีสานแล้ว ก็มิอาจขาดชื่อของหลวงปู่มาไปได้

ชาวอีสานใน จ.ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม ต่างรู้จักท่านเป็นอย่างดี และพร้อมใจกันขนานนามหลวงปู่มาว่า เป็น “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำชี”

พระครูอุดมธรรมานุกูล (สุนทร อุตฺตโม) เจ้าอาวาสวัดภูพานอุดมธรรม ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม หนึ่งในศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่มา ขยายความที่มาของฉายานี้เอาไว้ว่า หลวงปู่มาเป็นพระเถระผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม เป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งภาคอีสาน เกียรติคุณของท่านเป็นที่ทราบโดยทั่วไป หน่วยงานราชการและประชาชนต่างหลั่งไหลเข้ามาขอให้ท่านช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก

หลวงปู่มา มีนามเดิมว่า มา วรรณภักดี เกิดเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2456 ที่บ้านโนนคำ ต.เมืองไพร อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ในครอบครัวชาวนา

ด.ช.มา เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่อายุย่างเข้า 8 ขวบ ด้วยมารดามาเสียชีวิตลง โดยสามเณรมาได้บรรพชาที่วัดดอนประดิษฐาราม บ้านดอนน้อย ต.เมืองไพร อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2464 โดยมีพระอธิการสอน อุตฺตโม เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้นทำพิธีเผาศพมารดาแล้ว สามเณรมาก็ยังไม่คิดสึก เนื่องจากก่อนที่มารดาจะเสียชีวิตนั้น ได้สั่งเอาไว้ว่า หากต้องตายขอให้ลูกบวชให้ ดังนั้นเมื่อได้บวชแล้วก็จะขออยู่ไปก่อน ซึ่งภายหลังหลวงปู่มาได้เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ทุกครั้งที่คิดจะสึก ก็ให้นึกถึงคำพูดของโยมมารดา ก็เลยไม่สึกอยู่มาจนทุกวันนี้”

บวชอยู่ได้ 20 วัน ทางราชการก็มีหมายเกณฑ์ให้สามเณรมาไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดบ้านดอนน้อย ต.เมืองไพร อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เรียนจนสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 3 ก็เข้าศึกษานักธรรมบาลีต่อที่วัดกลาง (วัดมิ่งเมือง) ต.กลาง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และสามารถสอบไล่นักธรรมชั้นเอกได้ในปี 2473

เมื่ออายุครบ 20 ปี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2476 ที่วัดดอนประดิษฐาราม บ้านดอนน้อย ต.เมืองไพร อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โดยมีพระครูอุตตรานุรักษ์ (อินทร์ อินทสาโร) วัดกลาง (วัดมิ่งเมือง) อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสมุห์ฉิม ชินวํโส วัดศรีทองนพคุณ (วัดตาล) อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูใบฎีกาสะอาด โฆสโก วัดเหนือเสลภูมิ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ท่านเล่าถึงการบวชเป็นพระเอาไว้ว่า “ตอนแรกก็บวชเป็นสามเณรก่อน บวชมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงบวชเป็นพระ ความคิดที่จะสึกไปใช้ชีวิตอย่างฆราวาสไม่เคยเกิดขึ้นในสมองสักครั้งเดียว คิดเพียงว่าให้หลุดพ้น และขอตายคาผ้าเหลือง”

หลวงปู่มานั้นสนใจในการปฏิบัติภาวนายิ่งนัก รวมทั้งสนใจในด้านวิชาเวทมนตร์คาถาต่างๆ ท่านจึงพยายามเสาะหาพ่อแม่ครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในด้านดังกล่าวเพื่อเข้าศึกษาข้อวัตรปฏิบัติด้วย

ท่านว่า “เรียนรู้เอาไว้ อันไหนดีก็เก็บไว้ อันไหนไม่ดีก็ทิ้งไปไม่ต้องเสียดาย ขึ้นชื่อว่าลูกผู้ชายมีไว้กับเขาบ้างก็ดี การที่จะได้เรียนวิชาเวทมนตร์คาถากับครูบาอาจารย์ในสมัยก่อนนั้น จะต้องเรียนอักษรขอม (เขมร) ภาษาธรรม ภาษาไทยน้อย เรียนกรรมฐาน ฝึกการนั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนา ทำจิตให้แน่วแน่เป็นหนึ่ง มีความเมตตาเป็นที่ตั้ง”

หลวงปู่มาได้เข้าศึกษาการปฏิบัติภาวนา รวมทั้งเวทมนตร์คาถาต่างๆ กับพ่อแม่ครูอาจารย์ 5 องค์คือ หลวงปู่สอน อุตฺตโม วัดดอนประดิษฐาราม บ้านดอนน้อย ต.เมืองไพร อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด พระครูอุตตรานุรักษ์ (อินทร์ อินฺทสาโร) หรือหลวงปู่เสือ วัดกลาง (วัดมิ่งเมือง) ต.กลาง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด พระราชสิทธาจารย์ (บุญเรือง ปภสฺสโร) วัดกลาง (วัดมิ่งเมือง) ต.กลาง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด หลวงปู่มหาดไทย วัดบ้านบัว ต.เหล่า อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด และหลวงปู่พรหม ซึ่งไม่ปรากฏว่าอยู่วัดไหน แต่ได้ธุดงค์มา หลวงปู่เห็นว่าเป็นผู้มีปฏิปทาข้อวัตรอันดีเป็นที่น่าเลื่อมใสจึงเข้าไปศึกษาข้อวัตรด้วย

ที่สำคัญ หลวงปู่มา มีโอกาสรับโอวาทธรรมจาก พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เนื่องจากได้ติดตามหลวงปู่สอนเดินทางไปยังสำนักของพระอาจารย์มั่น เพราะมีความสนใจที่จะประพฤติปฏิบัติภาวนากรรมฐาน เมื่อพบพระอาจารย์มั่นก็กราบเรียนจุดประสงค์ที่เดินทางมาพบให้ทราบ พระอาจารย์มั่นก็อนุญาตให้อยู่ฝึกอบรมจิตใจด้วยหลายพรรษา กระทั่งพระอาจารย์มั่นเดินธุดงค์ไปทางภาคเหนือ หลวงปู่มาจึงเดินทางออกจากสำนักพระอาจารย์มั่น

แม้จะไม่มีรายละเอียดว่าคราวที่อยู่ฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่นนั้นหลวงปู่สอนได้รับผลการปฏิบัติภาวนาอย่างไรบ้าง แต่คำบอกเล่าสั้นๆ ของหลวงปู่มาก็บ่งชัดถึงผลลัพธ์แห่งการปฏิบัติ “การไปฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่นนั้นสิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น เห็นนั้นเห็นอะไร เห็นภายในกายเรานี้ กายของเรามองเห็นแต่ภายนอกก็เนื้อหนัง แต่กิเลส ตัณหา โลภ โกรธ หลง มองไม่ค่อยเห็น ไม่รู้จักกัน ฉะนั้นวิชชานี้จึงเป็นวิชาสุดยอด”

หลวงปู่มา เป็นพระเถระที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตา มีวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ซึ่งนอกจากการปฏิบัติภาวนาแล้ว ท่านยังเป็นผู้นำในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สอนสาธุชนให้รู้จักธรรมะ และการปฏิบัติภาวนา ตลอดจนพัฒนาสาธารณประโยชน์ในถิ่นที่พำนักของท่านให้มีความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจของผู้คน

สาธุชนทั่วไปทั้งในภาคอีสานและพื้นที่อื่นๆ ต่างทราบถึงเกียรติคุณของท่าน ต่างหลั่งไหลมาขอให้ท่านช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ทั้งหน่วยงานราชการและประชาชน ซึ่งท่านก็ได้บริจาคและให้ความช่วยเหลือด้วยดีมาตลอด โดยชื่อหลวงปู่ได้ปรากฏอยู่ตามสถานที่ราชการ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานต่างๆ มากมาย

แม้ถูกกล่าวขานในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่เดินทางมากราบนมัสการว่า “หลวงปู่มาสำเร็จเป็นพระอรหันต์” แต่เมื่อมีผู้ถามท่านถึงเรื่องนี้ ท่านก็ตอบให้ว่า “ญาติโยมที่มาคิดว่าฉันสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ฉันก็ย้อนไปว่าฉันยังเป็นพระที่มีกิเลสเต็มตัวเหมือนพระทั่วๆ ไป

“คนเรานั้นนานาจิตตัง ใครจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ฉันไม่เคยพูด และถ้าฉันพูดออกไปว่าตัวเองสำเร็จอรหันต์ ฉันก็ต้องพ้นจากความเป็นพระ ทั้งๆ ที่ยังห่มผ้าเหลืองอยู่ พระรูปใดบอกว่าตัวเองสำเร็จอรหันต์หรือพูดว่าได้ฌานระดับโน้นระดับนี้ ยิ่งเชื่อไม่ได้ใหญ่ ผู้ที่สำเร็จย่อมไม่โอ้อวดตัวเอง

“เขาว่ากันเอง เห็นเราบวชมาตั้งแต่เด็ก อยู่จนแก่เฒ่าก็คิดว่าเราสำเร็จอรหันต์ ฉันบอกได้เลยว่า พระเกจิอาจารย์ทั้งอดีตและปัจจุบันไม่มีรูปใดกล้าที่จะประกาศว่าสำเร็จอรหันต์ พระรูปใดถ้าสำเร็จอรหันต์จริงต้องฉันอาหารเพื่อให้มีชีวิตอยู่เท่านั้น ใครด่า ใครว่า ใครพูดอะไรต้องไม่หวั่นไหวและโต้ตอบ

“ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ โลภะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา กิเลสสามตัวนี้ตัดได้ยากมาก ขนาดฉันบวชมาตลอดชีวิตก็ยังมีอยู่เลย แต่มันน้อยกว่าคนธรรมดาทั่วไป”

ในช่วงบั้นปลายชีวิตหลวงปู่มาก็ยังมุ่งทำงานอย่างหนักเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างไม่ลดละ แม้จะอายุล่วงกว่า 90 ปีแล้วก็ตาม โดยก่อนที่จะมรณภาพ หลวงปู่มาได้เข้ามาดูแลการก่อสร้างศาลาทรงไทยแบบล้านนาและได้เกิดอาการอาพาธจนคณะศิษย์ต้องนำเข้ารักษาที่โรงพยาบาล

กระทั่งวันที่ 2 พ.ย. หลวงปู่มาได้ถึงแก่มรณภาพ สิริรวมอายุได้ 97 ปี 77 พรรษา