เวฬุวัน... ในสายลมลวงแห่งทุรชน!! (จบ)

  • วันที่ 11 ม.ค. 2558 เวลา 10:49 น.

เวฬุวัน... ในสายลมลวงแห่งทุรชน!! (จบ)

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา... ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง... นี่คือกฎความจริงที่เป็นธรรมดา

ช่วงเวลานี้เจริญภาวนา ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในประเทศมาโดยตลอด หลังจากกลับมาจากการจำพรรษาที่เวฬุวันฯ อินเดีย โดยได้สร้างพระธรรมเจดีย์โอวาทปาติโมกข์ และลานหินอ่อนพระโอวาทปาติโมกข์ ไว้เป็นธัมมานุสติ เพื่อการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นที่ระลึกแห่งการอยู่จำพรรษาประวัติศาสตร์ ด้วยกำลังศรัทธาญาติโยมที่ช่วยกันทำด้วยจิตที่สะอาดควรแก่การอนุโมทนา จึงนำมาสู่ความปีติยินดีไปทั่วของชาวพุทธทั่วโลก

ก่อนจะกลับมาจากอินเดีย ก็ได้นำคณะของ ม.ล.สราลี กิติยากร ไปถ่ายทำบันทึกวีดิทัศน์ บนเส้นทางประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา เพื่อนำออกอากาศทางทีวีช่อง ๓ ในรายการ เที่ยวละไมไทยแลนด์เวิลด์ ซึ่งได้แพร่ภาพ-เสียงไปแล้วในตอนที่ ๑ เมื่อเช้า ๐๖.๒๕-๐๖.๕๐ น. ของวันอาทิตย์ที่ ๔ ม.ค. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ในวันดังกล่าว อาตมาเป็นประธานนำพระภิกษุและคณะศรัทธาชาวล้านนา เจริญพระพุทธมนต์-อบรมเมตตาภาวนา ณ ลานสามกษัตริย์ ใจกลางนครเชียงใหม่ จัดงานโดย ชมรมสารธรรมล้านนา มีหมู่เฮามาร่วมงานประมาณ ๕๐๐ กว่าคน ก็นับว่ามากยิ่งในวันหยุดเนื่องในเทศกาลปีใหม่... โดยอาตมาได้ติดตามชมรายการทางทีวีช่องเล็กบนมือถือของคุณหญิงแอ๋ว... ลูกศิษย์ท่านชยสาโรภิกขุ ที่ติดตามไปร่วมงาน ซึ่งทราบว่าจะมีตอนต่อไปในวันอาทิตย์หน้า ก็ขอเชิญติดตามชมกันได้ โดยเฉพาะเนื้อหาสาระพุทธประวัติในช่วงที่จาริกไปตามถ้ำพระพุทธศาสนาในออรังกาบาด รัฐมหาราษฏระ เช่น ถ้ำอชันต้า ถ้ำแอลลอร่า…

กลับมาพักอยู่ที่วัดป่าพุทธพจน์ฯ ลำพูน ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะมีศาสนกิจแทรกเข้ามาตลอดเวลา เรื่องสำคัญคือ ได้รับอาราธนาให้เขียนวิจัยในหัวข้อ Buddhist Science Underlying Paradigm Shift Towards Equilibrium of Life เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาในฐานะวิทยากรนำเสนอผลวิจัยดังกล่าว ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ของไทย ร่วมกับ สภาวิจัยสังคมศาสตร์แห่งอินเดีย (ICSSR) ที่รับรองโดยรัฐบาลสาธารณรัฐอินเดีย โดยเป็นการจัดประชุมวิชาการระหว่างไทย-อินเดีย ครั้งที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๑๘-๒๔ ม.ค. ๒๕๕๘ ในเรื่อง Comparative Perspectives on Religion and Social Change : Buddhism in Everyday Life in India and Thailand ณ เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฏระ/อินเดีย จึงทำให้อาตมาต้องคร่ำเคร่งกับกองตำรา เพื่อเขียนวิจัยในเรื่องที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จสมบูรณ์ทุกประการ และมอบหมายให้ ดร.ภาวดี ทองอุไทย ช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษ... และได้เขียนงานวิจัยเพิ่มให้อีกหนึ่งเรื่อง ในชื่อเรื่อง ความสัมพันธ์ของพุทธศาสนาและฮินดู... สู่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาวไทย-อินเดีย ทั้งสองเรื่องเมื่อผ่านกระบวนการนำเสนอในที่ประชุมเรียบร้อย จะนำมาเสนอผ่าน “ธรรมส่องโลก” เพื่อผู้อ่านจะได้ศึกษาหาความรู้ในเชิงวิจัย... จึงนับเป็นงานหนักพอสมควรกับการเขียนวิจัยที่ใช้เวลาจำกัด แต่ก็ผ่านไปด้วยดี ซึ่งอาตมาคงจะเดินทางไปร่วมสัมมนาในระหว่างวันที่ ๑๘-๒๔ ม.ค. ๒๕๕๘ อย่างแน่นอน...

ขณะที่เจริญภาวนา ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในประเทศไทย ก็ได้รับทราบข่าวสาร เรื่อง เวฬุวันมหาวิหาร/ราชคฤห์ อินเดีย มาโดยตลอด ด้วยยังมีพระภิกษุ ๓ รูป อาสาติดตามดูแลงานพัฒนาลานหินอ่อนพระโอวาทปาติโมกข์ ที่รอเก็บรายละเอียดให้สมบูรณ์ จนล่วงเลยมาถึงเดือน ม.ค. ...คณะศรัทธาฯ ที่เตรียมจัดงานมาฆบูชา ณ เวฬุวันฯ ประจำปี ๒๕๕๘ จึงขอนิมนต์ให้ทั้งสามพระภิกษุอยู่ต่อเพื่อเตรียมงาน ทั้งนี้ผู้ประสานงาน (รจนา วานิช) ได้ติดต่อกับหัวหน้าป่าไม้ที่กำกับดูแลสวนป่าเวฬุวันโดยตรง ตั้งแต่ใกล้ออกพรรษา ซึ่งอาตมาอยู่ด้วย โดยหัวหน้าป่าไม้จากพิหารชารีฟ นาลันทา รัฐพิหาร แจ้งว่า ไม่มีปัญหา ให้พระภิกษุอยู่ต่อไปได้ ส่วนหนังสืออนุญาตจัดงานคงไม่ต้องทำแล้ว เพราะฉบับเดิมได้มีการขออนุญาตรวมอยู่แล้ว ซึ่งต่อมาทราบว่า มีพระภิกษุชาวไทยรูปหนึ่ง ร่วมกับพระภิกษุพม่าที่เปลี่ยนสัญชาติเป็นอินเดีย ได้พยายามวิ่งเต้นนักการเมืองระดับรัฐ ซึ่งรู้จักกับอาตมาดี เพื่อกดดันหัวหน้าป่าไม้ต่อกรณีพระภิกษุทั้งสามรูปพักอาศัย ปฏิบัติศาสนกิจอยู่ในเวฬุวันฯ เพื่อเตรียมงานมาฆบูชา จึงนำมาสู่การแนะนำให้ทางอาตมา โดยผู้ประสานงานได้ช่วยทำหนังสือไปปกป้องหัวหน้าป่าไม้พิหารชารีฟ ที่มีความเคารพในอาตมามาโดยตลอด โดยเฉพาะความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า...

จริงๆ แล้ว เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้น หากเป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติในฐานะความเป็นชาวพุทธด้วยกัน ซึ่งไม่ว่าพระภิกษุหรือฆราวาส ควรจะต้องมีความยินดีต่อศาสนกิจอันควร การถือปฏิบัติอันถูกต้องในพระพุทธศาสนา จนนำมาสู่ความศรัทธาของหน่วยงานรัฐในต่างประเทศ โดยเฉพาะพระทั้งสามรูป ได้บิณฑบาตปฏิบัติศาสนกิจอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย ไม่เรี่ยไรรับเงินทอง ดุจดังพระทุศีลทั้งหลาย แต่ด้วยความริษยาของกลุ่มคณะทุศีลหวังเข้าไปหากินในเวฬุวันฯ จึงนำไปสู่การใช้อำนาจทางการเมืองกดดันหัวหน้าป่าไม้ฯ ตามที่กล่าว เพื่อให้พระภิกษุทั้งสามรูปที่ไปทำงานสืบพระศาสนาอย่างถูกต้อง ทั้งทางธรรมและทางโลกออกไปจากเวฬุวันฯ ซึ่งจริงๆ แล้วที่พระ ๓ รูป อดทนสู้หนาวลำบากอยู่ ก็เพื่อดูแลงานพัฒนาลานพระโอวาทปาติโมกข์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเตรียมการจัดงานมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๕๘ อันเป็นไปตามการยินยอมของทางหัวหน้าป่าไม้ฯ ที่กำกับดูแลเวฬุวันฯ และมิได้ตั้งใจจะอยู่อาศัยในเวฬุวันฯ ตลอดไป ตามที่พวกผีบ้าบ้าสร้างข่าวจนฝ่ายหน่วยงานรัฐในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องตกอกตกใจ... ด้วยเป็นไปไม่ได้เลยกับการจะไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐบาล ในการกำกับดูแลของหน่วยงานป่าไม้... เพียงแค่ให้อยู่อาศัยจำพรรษาหรือให้พัฒนาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา ก็เกินค่ากว่าจะคิดได้แล้ว จึงไม่ต้องกล่าวเรื่องอื่นใดให้เสียสติ... ก็ได้แต่ปลงสังเวชว่า เอวัง...พระศาสนา หากเรามีพวกบ้าบ้าแบบนี้...ปลอมปนอยู่...                            

ขอเจริญพร

ข่าวอื่นๆ