ความเข้าใจที่ควร...กรณีการสร้างรูปโพธิสัตว์กุมาร!!

  • วันที่ 06 เม.ย. 2557 เวลา 11:26 น.

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา

ได้ไปจาริกบุญในอินเดีย ทั้งพุทธคยา ราชคฤห์ กุสินารา สารนาถ และลุมพินี... ได้พบเห็นการพัฒนาลุมพินี สถานที่ประสูติ ส่วนบริเวณภายนอกมหาวิหารมายาเทวี อันมีเสาศิลาจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ที่แสดงว่า พระพุทธเจ้าประสูติ ณ ที่นี้ ดังคำจารึกบนเสาหินว่า หิธ พุทเธ ชาเต เมื่อก่อนฟังโฆษณาจากคณะคุณหญิงสุดารัตน์ ที่มีจิตศรัทธา จัดหาเงินบริจาคจากศรัทธาชาวไทยไปเพื่อพัฒนาลุมพินี สถานที่ประสูติ เข้าใจว่า เป็นการพัฒนาพื้นที่ภายในเขตมหาวิหารฯ ที่ตั้งเสาอโศก แต่เมื่อพบกับความจริง ให้ปรากฏภายในเพียงพื้นที่ปูอิฐแดง เพื่อเป็นลานสักการะ นอกนั้นเป็นการพัฒนาโดยรอบสถานที่ มีถนนลาดยาวไปอย่างสวยงาม มีอนุสาวรีย์โพธิสัตว์กุมาร อยู่ในพื้นที่สันติภาพ ที่มกระถางไฟสันติภาพ ระฆังสันติภาพประดับอยู่ ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่ได้ประดิษฐานภายในสถานที่ประสูติ เมื่อเข้าไปดูรูปโพธิสัตว์สิทธัตถะ ราชกุมาร ที่ยืนยกพระหัตถ์ขวาระดับหน้า ชี้นิ้วชี้ขึ้น มีสายพระเนตรทอดลงต่ำ ไม่ได้มองไปข้างหน้า ยืนพระบาทห่างกัน ไม่ราบเรียบประกบเสมอ แถมมีมวยผมดุจพระพุทธเจ้า... ก็ให้แปลกใจ ดังที่มีผู้รู้ท่านหนึ่งยืนบรรยายให้คณะฟังว่า ไม่ตรงตามโพธิสัตว์ลักษณะประกาศอาสภิวาจา...

จึงใคร่ขอเรียนถามหลวงพ่อ ในฐานะเคยจำพรรษาอยู่ที่นิโครธาราม...

 

วิสัชนา

ขอเจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ปีนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๗) อาตมามีศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติในชมพูทวีป ในฤดูกาลหน้าจาริกแสวงบุญถึงสองรอบ โดยในการเดินทางไปในรอบที่สอง มีหน้าที่นำพระธรรมทูตฯ ไปศึกษาและเจริญจิตตภาวนาในชมพูทวีป จึงได้มีโอกาสกลับคืนสู่วัดนิโครธารามมหาวิหาร/เนปาล ซึ่งอาตมาเคยอยู่จำพรรษาเมื่อหลายปีก่อน ในอดีตนั้น นิโครธารามเป็นพระอารามหลวงแห่งพระนครกบิลพัสดุ์ แคว้น สักกะ เมืองชาติภูมิของพระพุทธเจ้า นับเป็นวัดหรือมหาวิหารแห่งที่สองอันสำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงประทานคำสั่งสอนมากถึง ๒๓๒๔ พระสูตร เช่น ทักขิณาวิภังคสูตร เป็นต้น ที่สำคัญ เป็นพุทธสถานบรรพชาครั้งแรกของสามเณร ซึ่งต้นวงศ์ คือ ราหุลสามเณร สมัยที่อยู่จำพรรษา ณ มหาวิหารแห่งนี้ สมัยนั้นมีความยากลำบากมาก มีการรบราฆ่าฟันกัน จนต้องประกาศเขตเคอร์ฟิว ฯลฯ แต่อาตมาก็อยู่รอดปลอดภัย มาได้ ก็ด้วยน้ำใจของชาวเนปาลที่ยังเคารพรักในพระพุทธเจ้า ที่พวกเขาเชื่อกันว่า มีบ้านเกิดเดียวกับพวกเขา ดังหลักฐานปรากฏเขตโบราณสถานที่ติเราลากอท หรืออดีตพระนครกบิลพัสดุ์ ซึ่งพระพุทธองค์ในสมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะแห่งศากยวงศ์ ได้เคยประทับใช้ชีวิตดุจบุคคลทั้งหลายอยู่ถึง ๒๙ ปี ก่อนตัดสิน พระทัย ออกอภิเนษกรมณ์บรรพชา บำเพ็ญเพียรค้นหาหนทางแห่งความหลุดพ้น ซึ่งสำเร็จ สมพระประสงค์ บรรลุพระบรมโพธิญาณในอีก ๖ ปีต่อมา ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราใน มคธชนบท ใต้ร่มอัสสัตถพฤกษ์ ที่ชาวพุทธถวายการบูชาเรียกขานว่า พระศรีมหาโพธิ์ ปัจจุบันอยู่ที่ พุทธคยา รัฐพิหาร อินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่รับรองว่า... การเสด็จมาอุบัติเกิดขึ้นในโลกครั้งนี้ เป็นไปเพื่อ... การเป็นเลิศในโลก ... เป็นผู้ใหญ่ในโลก เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก เป็นการมาที่จะไม่มาอีกต่อไป เพราะจะไม่มีการเกิดอีกต่อไป สมดังที่.. นี่เป็นชาติสุดท้ายของเรา!!

ว่ากันตามพุทธประวัติ การถือประสูติของ พระโพธิสัตว์ราชกุมาร นามสิทธัตถะ หรือ อัคคีรส นั้น ไม่เหมือนกับบุคคลทั้งหลายในโลกนี้ ประการที่หนึ่ง พระนางมหามายาเทวี ทรงมีพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน... สอง ประสูติโดยอิริยาบถการยืน.. สาม รองรับพระราชกุมารข่ายทองรองรับจากท้าวมหาพรหม ๔ พระองค์ (ชั้นสุทธาวาส)... สี่ พระโพธิสัตว์ฯ เหยียดพระบาททั้งสองและพระหัตถ์ทั้งสอง ยืนออกจากพระครรภ์ของพระชนนี ประดุจพระธรรมกถึกก้าวลงจากธรรมาสน์ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยปฏิกูลใดๆ ที่มีอยู่ในพระครรภ์ของพระชนนี กายบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีวางไว้บนผ้ากาสาวพัสตร์... ห้า มีสายธารสองสาย ทั้งเย็นร้อน พลุ่งลงมาจากอากาศ โสรจสรง พระสรีระ ทั้งพระโพธิสัตว์และพระชนนี ดุจถวายสักการะแด่พระองค์.. หก ท้าวมหาราชทั้งสี่ รับพระโพธิสัตว์ราชกุมารด้วยเครื่องลาดอันทำด้วยหนังเสือดาวที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ต่อจากหัตถ์ท้าวมหาพรหม เจ็ด ข้าราชบริพารนำพระยี่ภู่ที่ทำด้วยทุกุลพัสตร์ (เบาะผ้าเนื้อดี) เข้ารับต่อจากพระหัตถ์ท้าวมหาราช... พระโพธิสัตว์ราชกุมารทรงประทับยืนบนแผ่นดิน ด้วยพระบาททั้งสองอันสม่ำเสมอ เบื้องแรกทอดพระเนตรไปยังประจีนทิศ เทวดาทำการสักการะด้วยบุปผชาติต่างๆ ตั้งไว้บนเศียรเกล้า เปล่งสาธุการพร้อมกันว่า “พระองค์เป็นผู้ประเสริฐสุด จะหาบุคคลในโลกนี้เสมอด้วยพระองค์ไม่มี” ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ราชกุมาร บ่ายพระพักตร์ไปทางอุตตรทิศ (ทิศเหนือ) เสด็จย่างพระบาทไปบนพื้นแผ่นทอง อันท้าวจตุโลกบาลถือรองรับไว้ ได้ ๗ ก้าว ทรงเหลียวแลดูทั่วทุกทิศ ก่อนที่จะหยุดวางพระบาทคู่เสมอประทับยืน บนทิพยปทุมบุปผชาติ อันมีกลีบได้ ๑๐๐ กลีบ ทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ สายพระเนตรที่มองไปที่สุดแห่งเบื้องหน้า ดำรัสอาสภิวาจา.. ดังความที่แปลไปแล้ว

จากธรรมลักษณะดังกล่าว เป็น ธรรมา ธิษฐาน เพื่อแปรสู่ ปุคลาธิษฐาน จัดสร้างเป็น ปุคลักษณะของ มหาโพธิสัตว์ราชกุมาร ด้วยการประทับยืน พระบาทชิดกัน ราบเรียบ สม่ำเสมอ สมส่วนของพระวรกายที่ถูกต้องตามมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ (จะไม่มีมวยผมที่แสดงกระหม่อมศีรษะนูนขึ้น ดุจพระพุทธรูป หรือปั้นแต่งเป็นรูปกุมารอ้วน พี พุงโร...) และพระเนตรจ้องมองไปทิศ เบื้องหน้าอันไม่มีที่สุด เพื่อประกาศความ เป็นที่สุดเหนือที่สุด (จะไม่ทอดสายพระเนตรมองลงไปบนแผ่นดินเบื้องหน้าเหมือนพระพุทธรูป) ทรงยกพระหัตถ์ขวา มีนิ้วชี้ขึ้นเบื้องบนเหนือพระเศียร (จะไม่สร้างพระหัตถ์มีนิ้วชี้ระดับต่ำกว่าศีรษะ ที่ให้แปรความหมายเป็นอย่างอื่นได้) และคงมีรายละเอียดอื่นให้พุทธศิลป์เป็นไปตามโพธิสัตว์ลักษณะ อันเป็นไปตามภูมิปัญญาของคณาจารย์ผู้พิจารณาจัดทำ... ซึ่งจะต้องเข้าใจธรรมปฏิบัติในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ อันสามารถถอดความนัยได้จาก โพธิสัตว์ลักษณะที่ปรากฏครั้งทรงประสูติ ณ ลุมพินีวโนทยาน เพื่อจักประกาศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับรู้ว่า ในโลกนี้เราเป็นยอดเราเจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด เราจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีหลังคา คือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก...

ขอเจริญพร

ข่าวอื่นๆ