ใบ กิ่ง ก้าน ธรรม พระอาจารย์ก้าน ฐิตธมฺโม

วันที่ 19 ม.ค. 2557 เวลา 10:52 น.
ใบ กิ่ง ก้าน ธรรม พระอาจารย์ก้าน ฐิตธมฺโม
ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีวัดแห่งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลอยู่เสมอ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ

วัดแห่งนั้นคือ วัดราชายตนบรรพต หรือวัดเขาต้นเกด

ตามประวัติที่แพร่หลายกันนั้นระบุว่า พระอาจารย์ฉลวย สุธมฺโม (งามสมภาค) พระอาจารย์ก้าน ฐิตธมฺโม (ด้วงเด่น) หรือ พระเนกขัมมมุนี และพระอาจารย์กิ่ง วรปุตโต (ด้วงเด่น) รวม 3 รูป ร่วมกันก่อสร้างวัดแห่งนี้ด้วยกันเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2500 ครั้งนั้นพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่รกร้าง อยู่ในการดูแลของเถ้าแก่ บั๊กเซ้ง แซ่อื้อ และคุณเจี่ย แต่ทั้งหมดนี้ รวมทั้งนายสมาน ทวีศรี ซึ่งเป็นป่าไม้อำเภอหัวหินอยู่ในขณะนั้น ได้มีศรัทธาปสาทะ ยินดีในการปฏิบัติเผยแผ่ของพระสุปฏิปันโนทั้ง 3 รูป จึงอนุญาตและสนับสนุนให้ใช้ที่ดินผืนนั้นก่อตั้งเป็นวัดขึ้น โดยได้รับอนุญาตให้สร้างเป็นวัดเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2505 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2515 ในนามวัดราชายตนบรรพต แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “วัดเขาต้นเกด”

เมื่อเห็นนาม พระอาจารย์ฉลวย สุธมฺโม ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์พระกรรมฐานย่อมระลึกถึงหนึ่งในพระอริยบุคคลซึ่งเป็นศิษย์ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่เป็นพระมหานิกาย

พระอาจารย์ฉลวย สุธมฺโม พระอาจารย์ก้าน ฐิตธมฺโม และ พระอาจารย์ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพงนั้น มิเพียงเป็น สหธรรมิกกัน หากแต่ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกันประการหนึ่งคือ เป็นสัทธิวิหาริกของพระอาจารย์มั่นทั้งที่ยังเป็นพระฝ่ายมหานิกาย

หลวงปู่ฉลวยละขันธ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2536 ขณะวัย 87 ปี ส่วนหลวงปู่ก้านนั้น ท่านยังดำรงขันธ์อยู่ และในปีนี้จะมีอายุ 95 ปี

ประวัติหลวงปู่ก้านโดยละเอียดเป็นอย่างไรนั้น ยังไม่มีใครทราบ เพราะท่านยังไม่อนุญาตให้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่

ที่พอจะมีการเผยแผ่อยู่คือ นามเดิมว่า ก้าน ด้วงเด่น เกิดเมื่อวันพุธที่ 11 ส.ค. 2463 ปีวอก อยู่ที่บ้านโผงเผง ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ในสกุลของพ่อ เจียม ด้วงเด่น แม่ กุล ด้วงเด่น

ท่านเป็นคนกลางของพี่น้อง 3 คน ซึ่งชื่อเรียงกันว่า ใบก้านกิ่ง และบุตรชายในครอบครัวนี้ได้อุปสมบททั้งหมด

ท่านเองได้อุปสมบทเมื่อปี 2483 ขณะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ โดยโยมบิดามารดาได้อุปสมบทให้ที่วัดถนนสุทธาราม จ.อ่างทอง หลังจากนั้นเพียง 4 ปี คือในปี 2487 ท่านก็สอบได้นักธรรมเอก

แม้ว่าจะไม่มีประวัติหลวงปู่ก้านโดยละเอียด แต่ผู้สนใจศึกษาก็อาจจะแกะรอยได้จากประวัติหลวงปู่ฉลวย สหธรรมิกคู่บารมี

ประวัติของหลวงปู่ฉลวยดังกล่าว แสดงให้เห็นเส้นทางธรรมของพระสุปฏิปันโนสองรูปที่เคียงคู่กันมาตั้งแต่ต้นๆ จนอีกฝ่ายล่วง สู่มรรคาแห่งพระนิพพานอย่างชัดแจ้ง

ทั้งสองท่านพบกันครั้งแรกที่วัดยม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

ครั้งนั้น หลวงปู่ฉลวยอายุได้ 39 ปี อุปสมบทเป็นหนที่ 2 ในคณะมหานิกาย ที่วัดโคกช้าง อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา มี หลวงพ่ออั้น ลูกศิษย์หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ เป็นพระอุปัชฌายะ พอบวชแล้วก็มองหาที่ปฏิบัติ เมื่อได้ยินว่าวัดยมเป็นวัดปฏิบัติ จึง ขออนุญาตพระอาจารย์เปลื้อง เจ้าอาวาสวัดยม มาอาศัยในบริเวณป่าช้าของวัดดังกล่าว

ขณะนั้นหลวงปู่ฉลวยเป็นพระหนุ่มใหญ่ที่ตั้งเข็มมุ่งมั่นสู่การปฏิบัติอย่างแน่วแน่ ส่วนหลวงปู่ก้านเป็นพระหนุ่มน้อยซึ่งเป็นครูสอนนักธรรมอยู่ที่วัดบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

ผู้อ่อนวัยวุฒิเรียกหาผู้อาวุโสว่า “หลวงน้า”

ต่างสบอัธยาศัยซึ่งกันและกัน เพราะต่างคนต่างฝักใฝ่ในการปฏิบัติเป็นทุน

ถ้าเป็นภาษาการเมืองก็ต้องเรียกว่า มีอุดมการณ์เดียวกัน

ตามประวัติหลวงปู่ก้านระบุไว้ว่า ท่านได้พบ “หลวงพ่อก้าน ฐิตธมฺโม ซึ่งขณะนั้นเป็นครูสอนนักธรรมอยู่ที่วัดบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อมีโอกาสได้สนทนากันในข้ออรรถข้อธรรม ก็ถูกจริตนิสัยกัน จึงสนทนาธรรมกันอยู่เสมอ”

ทั้งสองรูปมีอะไรสนทนากันในเมื่ออีกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาไปปฏิบัติ ?

ในประวัติหลวงปู่ฉลวยมีบันทึกไว้เล็กน้อยว่า ตอนหนึ่ง หลวงพ่อก้าน กล่าวว่า “หลวงน้าฉันมื้อเดียว เคร่งไป ไม่เป็น มัชฌิมาปฏิปทา”

หลวงปู่จึงตอบว่า “คุณก้าน ท่านว่าแม่น้ำมันเชี่ยวนั้น ท่านลองลงว่ายดูหรือยังว่ามันเชี่ยวหรือมันเบาขนาดไหน”

ครั้งหนึ่ง หลวงปู่นิมนต์หลวงพ่อก้านมาฉันน้ำร้อนและสนทนาธรรม ตอนหนึ่ง หลวงปู่กล่าวว่า “คุณก้าน ลองหาดูวิญญาณซิ” หลวงพ่อก้านจึงนั่งสมาธิพิจารณาสักครู่ จึงตอบว่า “หาไม่เจอ”

จากความนี้ย่อมสันนิษฐานได้ว่า พระก้านในขณะนั้นมิได้เป็นแต่ครูสอนนักธรรม แต่เป็นครูที่ดียิ่งคือปฏิบัติเคียงคู่ไปกับปริยัติ

ถ้าพิจารณาจากสภาวธรรมของข้างใดข้างหนึ่งก็พอจะคาดเดาได้ว่า นอกจากความเหล่านั้นแล้ว ทั้งสองท่านจะสนทนาอะไรกันอีก

ตามประวัติที่ปรากฏ ณ กุฏิหลังเล็กๆ พื้นเป็นไม้กระดาน 5 แผ่น หลังคามุงสังกะสี ในป่าช้าวัดยมนี้เอง หลวงปู่ก้านได้ลิ้มรสแห่งธรรมะ

“...อธิษฐานจิตบูชาคุณของพระพุทธเจ้า และได้เกิดขึ้นที่ใจว่า “เมื่อมีความอยากได้ อยากถึงอยู่ในใจ ความอยากก็จะกันปัญญาเสียหมด” ดังนั้น ท่านจึงอธิษฐานจิตว่า “โสดา สกทาคา อนาคา อรหันต์ ข้าพเจ้าไม่ต้องการ สมาธิ สติ ปัญญาก็ไม่ต้องง้อ เมื่อทำไปถูกต้องแล้ว ก็มีเอง”

เมื่อเกิดขึ้นอย่างนี้แล้ว หลวงปู่ก็ตั้งหน้าทำความเพียรต่อไป ทำกัมมัฏฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็นกระดูก จนเกิดขึ้นที่ใจเองว่า กัมมัฏฐานนี้ยาวไป เขาก็ย่อเองเป็น “เข้มแข็งธาตุดิน เหลวธาตุน้ำ อบอุ่นธาตุไฟ เคลื่อนไหวธาตุลม” ยังไม่ทันเป็นอนุโลม ก็มองเห็นกระดูกภายในร่างกายบริเวณศีรษะถึงคอ เมื่อทำต่อไป เกิดขึ้นครั้งที่สอง ก็มองเห็นกระดูกภายในไปถึงครึ่งตัว เมื่อทำต่อไป เกิดขึ้นครั้งที่สาม ก็มองเห็นกระดูกภายในหมดทั้งตัว เมื่อถึงจุดนั้นไม่มีอะไรเลย ทั้งตัวผู้พิจารณาก็หายไปที่นั้นเอง

เมื่อถอนออกแล้ว หลวงปู่ก็ทำความเพียรต่อไป เกิดดำริว่าจะพิจารณาปฏิจจสมุปบาท ก็เกิดขึ้นที่ใจว่า ยังไม่ควร หลวงปู่ก็ทำกัมมัฏฐานต่อไป หันมากำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก จนลมหายใจไม่เข้าไม่ออก ทำจนกระทั่งสามารถบังคับลมหายใจ ให้เข้าไปแล้วไม่ออกมาก็ได้ ออกไปแล้วไม่เข้าก็ได้...”

ด้วยความมุ่งมั่นในการปฏิบัติของหลวงปู่ฉลวยนั้นเอง เมื่อท่านได้พบกับเจ้าของน้ำอบนางลอยชื่อ “กิมเฮียง” ซึ่งเปิดกิจการอยู่หน้าวัดเทพธิดาราม จึงได้สนทนากันเรื่องการปฏิบัติของสำนักต่างๆ และโยมกิมเฮียงนี่เองที่ชักชวนท่านร่วมคณะไปร่วมทอดกฐินที่ วัดหนองผือ จ.สกลนคร

เป็นเหตุให้ท่านได้พบและฝากตัวรับการอบรมอยู่กับพระอาจารย์มั่นเป็นเวลา 18 วัน เป็นครั้งแรก

หลังจากกลับจากอีสานแล้วธุดงค์มายังแถบ จ.เพชรบุรี ได้ไม่นาน ท่านก็ยกคณะกลับไปบ้านหนองผือ หาพระอาจารย์มั่นอีกครา

“...หลวงปู่ฉลวย หลวงพ่อก้าน พระสายบัว พระทองม้วน จึงเข้าไปยังวัดหนองผือ เมื่อเข้ามาในวัดหนองผือแล้วก็ไปยังกุฏิของหลวงปู่มั่น เมื่อพบหลวงปู่มั่น ท่านก็ทักขึ้นก่อนว่า “อ้าว ฉลวย มาอีกแล้ว ไม่กลัวตายหรือ”

“ครับ กระดูก 300 ท่อน ตายตรงไหน ก็ทิ้งมันตรงนั้นแหละครับ” หลวงปู่ตอบ

หนนั้นอยู่จนกระทั่งใกล้จะเข้าพรรษา ท่านจึงจากพระอาจารย์มั่นมาและร่วมกันก่อตั้งวัดโนนภู่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ขึ้นเป็นที่จำพรรษา

ต่อมาวัดแห่งนี้มี พระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน มาเป็นเจ้าอาวาส และเป็นที่พักของคณะที่นำพระอาจารย์มั่นมาพัก ระหว่างออก เดินทางจากวัดหนองผือ เพื่อไปละขันธ์ที่วัดป่าสุทธาวาสในปี 2498

ระหว่างสร้างวัดนั้น โยมกิมเฮียงได้รับเป็นเจ้าภาพสร้างพระประธานถวาย หลวงปู่ฉลวยและหลวงปู่ก้านได้ไปรอรับพระประธานที่จะส่งมาจากกรุงเทพฯ ทางรถไฟอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี ทั้งสองรูปได้ญัตติกรรมใหม่เป็นพระภิกษุธรรมยุติกนิกาย ณ พัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ในวันที่ 15 มี.ค. 2491 เมื่อเวลา 20.42 น. โดยมี พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลวงปู่ฉลวยได้รับนามฉายาว่า “สุธมฺโม” ขณะหลวงปู่ก้านได้รับฉายาว่า “ฐิตธมฺโม”

หลังจากนั้นทั้งสองรูปจำพรรษาอยู่ที่วัดกลางโนนภู่อีก 1 พรรษา ระหว่างนั้นหลวงปู่ฉลวยจะนิมิตเห็นภาพเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยาอยู่หลายหน พอออกพรรษาแล้ว ท่านจึงพา หลวงปู่ก้านและเณรอีกรูปจาริกกลับมายังพระนครศรีอยุธยา

ทั้งสองท่านได้ช่วยกันดูแลและบูรณะวัดใหญ่ชัยมงคลซึ่งถูก ทิ้งร้างมาตั้งแต่ครั้งเสียกรุงครั้งที่สองขึ้นใหม่ และที่นี่เองที่หลวงพ่อชา สุภัทโท ได้จาริกมาอยู่ร่วมปฏิบัติด้วยกัน เป็นเหตุให้ท่านทั้งหมดนี้มีสัมพันธ์และเกื้อกูลกันมาตลอดชีวิต ในยามอายุมากแล้ว หลวงปู่ฉลวยยังเคยไปจำพรรษาที่ถ้ำแสงเพชรซึ่งเป็นหนึ่งในวัดสาขาหนองป่าพงถึง 2 พรรษา โดยบอกว่าเป็นการใช้คืนหลวงปู่ชา ที่ครั้งอดีตเคยมาร่วมจำพรรษาอยู่กับท่านและหลวงปู่ก้านที่วัดใหญ่ ชัยมงคลดังที่กล่าวนี้

ปี 2500 หลวงปู่ฉลวยจึงพาคณะซึ่งแน่นอนว่า รวมทั้งหลวงปู่ก้านจาริกมาถึงหัวหินและพบถิ่นที่ได้สถาปนาขึ้นเป็นวัดเขาต้นเกดในปัจจุบัน ครั้งสร้างวัดขึ้นแล้ว ท่านได้ให้หลวงปู่ก้านเป็นเจ้าอาวาส ขณะที่ท่านก็จรไปที่โน่นนี่กว่า 25 ปี จึงไปตั้งวัดป่าวิทยาลัย ช่วงเวลานั้นจนกระทั่งหลวงปู่ฉลวยมรณภาพ หลวงปู่ก้านก็ได้ติดตามไปดูแลอุปฐากหลวงปู่ฉลวยอยู่เป็นนิตย์

หลวงปู่ก้านเป็นพระมหาเถระซึ่งดำรงอยู่ในวิถีแห่งพระสุปฏิปันโนมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ท่านเป็น รัตตัญญู ผู้ใดได้ไปกราบสักการะและฟังธรรมท่าน แล้วล้วนซาบซึ้งใจ

คณะศิษย์หลวงปู่ก้าน เคยนำนิทานธรรมหลวงปู่ก้านมาเผยแผ่ในวารสารมหากุศล มีความว่า

“นิทาน” แปลว่า เหตุเป็นเครื่องมอบให้ซึ่งผล, มูลเค้า, เรื่องเดิม, สมุฏฐาน