เด็กวัดบวรฯ

  • วันที่ 10 พ.ย. 2556 เวลา 09:21 น.

เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปวัดบวรนิเวศวิหาร ไปดูการจัดดอกไม้ประดับพระตำหนักคอยท่าปราโมช ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นการเปลี่ยนดอกไม้ประดับพระตำหนักคอยท่าปราโมช ครั้งที่ 3 โดยครั้งแรกเริ่มจัดขึ้นในวันที่ 25 ต.ค. และวันที่ 9 พ.ย. เมื่อวานนี้เป็นการเปลี่ยนดอกไม้ใหม่ ซึ่งเน้นดอกไม้โทนสีเหลืองอ่อนๆ

การจัดดอกไม้ประดับพระตำหนักนี้เกิดขึ้นมาจากจิตอาสาที่ช่วยงานของสำนักเลขานุการสังฆราชมาตลอดประมาณ 10 กว่าปีได้นำโดย ธัญธนา ธนะสำเริง ผู้นำจิตอาสาและเธอเป็นเจ้าของร้านดอกไม้

อยากบอกว่าการเข้ามาช่วยงานของผู้หญิงคนนี้ “ธัญธนา ธนะสำเริง” น่าสนใจ ต้องขอแชร์กันหน่อย เธอเล่าว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว งานพระสังฆราช 90 ปี เธอได้มาจัดดอกไม้ในงาน แต่ครั้งนั้นมาแล้วได้ค่าจ้างไม่ได้มาฟรี ผิดกับที่เธอทำในวันนี้และก่อนนี้หลายครั้ง

เธอว่ามาทำงานครั้งนั้นพกพาความทุกข์ใจมาด้วย เพราะเพิ่งเสียลูกชาย เธอบอกเสียใจมาก ไม่เป็นอันทำงาน แต่ก็ต้องทำ

ขณะทำงานความคิดอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้นในหัว “อยากเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ทำยังไงถึงจะได้เข้าเฝ้า พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้โอกาส ในวันที่ 7 ของงาน สมเด็จพระสังฆราช ก็โปรดให้เข้าเฝ้าหมายถึงทุกคนที่ไปงาน ทั้งรัฐมนตรี ข้าราชการ และประชาชนทั่วไป เธอพร้อมช่างดอกไม้คนอื่นๆ นั่งอยู่ท้ายๆ ชุมชน

เธอคิดว่า ทำอย่างไรหนอถึงจะได้เข้าเฝ้าใกล้ๆ เหมือนรัฐมนตรี ...พอคิดอย่างนั้นก็เลยยกมือตั้งจิตอธิษ…ฐานขอให้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าใกล้ๆ นั่งไปสักหนึ่งก็ก้มลงกราบลงบนพื้น...แล้วก็ต้องรีบเงยหน้าขึ้น เมื่อได้ยินเสียงพูดเบาๆ ที่แฝงด้วยความเย็นฉ่ำใจอยู่ตรงหน้าเธอ

“ฉันเงยหน้าขึ้นมาเพื่อดูว่า ใครพูดอยู่ข้างหน้ากับฉัน”

“ทันทีที่เห็นพระองค์ สมเด็จพระสังฆราช ทรงยืนอยู่ข้างหน้า ดิฉันดีใจมาก พร้อมกับประหลาดอัศจรรย์ใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร พระองค์ถึงกับมายืนตรงหน้าและพูดกับฉัน”

“อยากได้อะไรให้ไปขอข้างบน” นี่คือสิ่งที่เธอได้ยินจากพระโอษฐ์ของสมเด็จพระสังฆราช

“ทันทีที่ฉันได้ยินคำนี้ ฉันดีใจมาก เพราะเหมือนว่าพระองค์ทรงรู้ว่าดิฉันทุกข์ และรู้ว่าดิฉันอยากได้อะไร จนดิฉันพูดไม่ออก”

เธอเล่าว่า เธออยากได้ลูก เพราะเสียลูกคนหนึ่งไปแล้ว แล้วพอได้ยินว่า อยากได้อะไรให้ไปขอข้างบน เธอจึงไม่คิดเป็นอื่นนอกจากขอลูก

ส่วนคำว่า ข้างบนที่สมเด็จพระสังฆราชตรัสและชี้ด้วยนั้นคือ อาคารมานุษยนาควิทยา เธอจึงขึ้นไปแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอลูกกับพระรูปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ต่อมาเธอได้ลูกสาว ทั้งที่ไม่คิดเลยว่าจะได้ลูกอีกแล้ว และนี่แหละทำให้เธอมีชีวิตที่สุขสมหวัง มีชีวิตที่เต็มด้วยพลัง ทั้งที่ก่อนนี้พลังใจเหมือนจะดับมอดไปแล้ว

“สมเด็จสังฆราชพระองค์นี้ ทำให้ฉันมีวันนี้ ทำให้ชีวิตของฉัน ครอบครัวของฉัน มีความสุข และธุรกิจของที่เหมือนตายไปแล้วกลับฟื้นคืนมา”

“นี่คือเหตุผลทำไมฉันต้องมาช่วยงานวัดบวรฯ ทุกครั้ง ทุกปี นับตั้งแต่หลังปีที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระชนมายุ 90 ปี”

“หลังจากนั้นทุกครั้งที่ฉันมาช่วยงานวัดบวรฯ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้ค่าจ้าง มีแต่ฉันจัดหามาทำด้วยตัวเอง ออกเงินเอง พร้อมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เป็นจิตอาสาคนอื่นมาช่วยทุกปี”

ผมว่าถ้าเรื่องแบบนี้เกิดกับใครก็ตาม ก็คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากเธอผู้นี้ และก็คงจะทำงานอุทิศถวายสมเด็จพระสังฆราชแบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเหมือนเธอ

หากใครที่ไปวัดบวรฯ โดยเข้าไปที่สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ถามดูว่า รู้จักผู้หญิงที่ “แมว ธัญธนา” ไหม บอกเลยว่า หน้าตาของเธอไม่ได้สวยงามเหมือนจิตใจของเธอครับ

อีกคนที่ผมได้พูดคุยคือ ดาราสาว “จอยศิริลักษณ์ ผ่องโชค” ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ว่าเธอเป็น “เด็กวัดบวรฯ” ช่วยเหลืองานมานานหลายปีแล้ว

เส้นทางมาเป็นเด็กวัดบวรฯ เกิดจากเธอได้รับรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและพระพุทธศาสนา โดยเข้ารับประทานรางวัลจากสมเด็จพระสังฆราชที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อหลายปีแล้ว

เธอบอกว่า ชอบศึกษาและอ่านงานของสมเด็จพระสังฆราช ถึงขนาดต้องขอพิมพ์ออกมาแจก โดยเรื่องที่เธอขอจัดพิมพ์คือ การสร้างบุญบารมีพิมพ์ทั้งหมด 5,000 เล่ม

เธอเล่าถึงสิ่งที่ทรงสอนในหนังสือหลายเรื่องและเล่าได้ดีมาก เช่น เรื่องศีล ที่ทรงสอน เธอนำมาเล่าเหมือนจำขึ้นหัวเลย

“คนเราปกติจะทำตัวให้ยุ่ง แต่ถ้าเรามีศีลรักษาศีลก็จะไม่ยุ่ง เพราะศีลแปลว่าปกติ ถ้ารักษาศีลได้ก็จะทำให้เราปกติ”

ที่คือเนื้อที่เธอถ่ายทอดออกมา ซึ่งเธอเล่าต่อว่า สังคมทุกวันนี้ มนุษย์เราไปทุกข์วุ่นวายกับมันเอง แต่ถ้าเรารักษาศีลได้เราก็จะไม่ยุ่ง จะไม่ไปวุ่นวายกับมัน

ข่าวอื่นๆ