ธรรมบรรยาย ณ นครมุมไบในเรื่องอนัตตา!เมื่อ ๒๔ มี.ค. ๕๖ (ตอน ๗)

วันที่ 24 ก.ค. 2556 เวลา 09:55 น.
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

การหยุดดังกล่าวของจิตที่ธรรมก็ให้ความสงบเกิดขึ้น เมื่อความสงบเกิดขึ้น ก็เกิดอำนาจหนึ่งเรียกความตั้งมั่น ในความตั้งมั่นก็มีความแน่วแน่เป็นหนึ่งแห่งจิต จนนุ่มนวล และน้อมโน้มมาสู่วิถีธรรม อันให้เกิดการรู้เข้าใจในความเป็นไปของธรรม การรู้ดังกล่าวที่เกิดขึ้น อุบัติเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นกลางจิต จึงเรียกว่า เกิดธรรมจักษุ เกิดขึ้น ย่อมเกิดจากการรู้จักพิจารณาโดยแยบคายจนเกิดปัญญา

ธรรมจักษุ จึงเกิดจากกระบวนการพิจารณาโดยแยบคายจนเกิดปัญญาเรียกว่า โยนิโสมนสิการ อันเกิดจากการสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา ดังที่ท่านทั้งหลายฟังอยู่ ณ ขณะนี้... ฟังแล้ว ลำดับเข้าจิตพิจารณาโดยแยบคาย ด้วยคุณภาพจิตที่มีคุณค่าอันประเสริฐที่ให้ความตั้งมั่น แน่วแน่ น้อมโน้ม นุ่มนวล สู่ธรรมวิถี และให้รู้แจ่มแจ้งในธรรมนั้น เรียกเบื้องต้นว่า ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง, สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ เห็นความจริงในเบื้องต้นก็คือเห็นความเป็นไปตามกฎอนิจจัง เห็นความจริงว่า สังขารทั้งหลายนั้น ไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา...

การเห็นความเกิดความดับ เห็นความเกิดความเสื่อมของสังขารทั้งหลาย สภาพธรรมทั้งปวงนั้นก็เกิดการเห็นถึงกฎความไม่เที่ยง หรือพระอนิจจัง กลายเป็นธรรมจักษุเกิดขึ้นเพราะเห็นความไม่เที่ยงนี้ ด้วยปัญญาอันชอบ อันเกิดกลางจิตดังกล่าวนั้น อุทานเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น ดุจดังพระอัญญาโกณฑัญญะที่เห็นซึ่งความไม่เที่ยงดังกล่าว เห็นว่าสังขารทั้งหลาย ก็คือตัวตนบุคคลที่เราถือ ถือสักกายทิฏฐิ ความเห็นความเป็นตัวตนบุคคลทั้งหลาย จริงๆ แล้ว เราถือกันมาผิดๆ แท้จริงแล้วมันเป็นไปตามความจริงตามที่กล่าว ตามพระบาลีที่ยกขึ้น เพราะมีความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงมีความสิ้นไป เกิดขึ้นก็สิ้นไป ซึ่งความสิ้นไปหรือความไม่เที่ยงที่ให้เห็นดังกล่าว ถ้าจะกล่าวตามหลักธรรมก็มีอยู่ ๔ ลักษณะเหตุผล ก็คือ สภาพธรรมของพระอนิจจังนั้นก็คือ ให้เห็นการเกิดดับๆๆๆ ส่งต่อสภาพอย่างนี้ ไม่มั่นคง ไม่คงทน ไม่เที่ยงแท้ เกิดเมื่อไรก็มีดับ เกิดเมื่อไรก็มีดับ เกิดดับเป็นของคู่กัน แต่เป็นไปโดยการเกิดการสลาย

(อ่านต่อฉบับหน้า)

บทความแนะนำ