ให้หลักธรรมเพื่อพิจารณารู้แจ้ง ในปัญหาของโลก!! (จบ)

วันที่ 29 เม.ย. 2556 เวลา 07:16 น.
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

โทษของการขาดเมตตากรุณา ที่สุดย่อมนำไปสู่การพยาบาทการเบียดเบียนกัน เมื่อขาดมุทิตาธรรมย่อมนำไปสู่ความริษยา ไม่ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมีสุข กล่าวโทษแห่งความริษยาว่า ยังให้โลกฉิบหาย (อรติ โลกนาสิกา) และชี้แจงแสดงให้เห็นโทษของมัจฉริยะ คือ ความตระหนี่ อันเป็นกิเลสเกิดจากกิเลส ซึ่งเป็นข้าศึกของความศรัทธา ดังคำกล่าวว่า คนตระหนี่ทำให้ศรัทธาเกิดยาก คนไม่ตระหนี่ทำให้ศรัทธาเกิดง่าย ดังนั้น การขจัดความตระหนี่ให้สิ้นไปจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมัจฉริยะเป็นกิเลสตัวใหญ่ หากขจัดออกไปได้ ตัวอื่นก็จะออกไป

ความตระหนี่ จึงควบคู่กับความริษยา เป็นอุปกิเลส ๒ ตัวสำคัญใน ๑๖ ตัว ที่เข้าคู่กันแล้ว ทำให้สัตว์ผู้ถูกครอบงำด้วยริษยาและมัจฉริยะกระทำการใดๆ ก็ได้ ดังปรากฏในสักกปัญหาสูตร ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโปรดท้าวสักกเทวราชและเหล่าทวยเทพเทวดาบริวาร ๘๐,๐๐๐ องค์ ณ ถ้ำอินทสาละ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระนครราชคฤห์ ระหว่างเขาเวทยิกะ ด้านเหนือแห่งหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อ อัมพสณฑ์ เมื่อท้าวสักกเทวราชได้รับพุทธานุญาตเข้าเฝ้า จึงได้กราบทูลถามปัญหาข้อแรกกับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า...

ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันใจไว้ อนึ่งชนเป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามีความปรารถนาอยู่อย่างนี้ ก็ไฉนเขายังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่...

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพยากรณ์ปัญหาดังกล่าวว่า “ดูก่อนจอมเทพ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีความริษยา และความตระหนี่ เป็นเครื่องผูกพันใจไว้ อนึ่งชนเป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่ศัตรู ไม่มีความพยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรเถิด ก็และพวกเขาปรารถนาอยู่อย่างนี้ ถึงแม้อย่างนั้น เขาก็ยังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่... พระผู้มีพระภาคเจ้า อันท้าวสักกเทวราชทูลถามปัญหาแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ปัญหาข้อแรกด้วยประการนี้...”

และทรงพยากรณ์ปัญหาต่อเนื่องรวม ๑๔ ข้อ ดังปรากฏอยู่ในทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ หน้า ๑๓๒๒๐๘ ซึ่งสาธุชนควรศึกษาเพื่อพิจารณาให้เกิดความรู้ความเข้าใจ จะได้ชัดแจ้งว่า... ทำไมโลกใบนี้วุ่นวายหนอ... โลกนี้ขัดข้องหนอ!! และคงรู้คำตอบเรื่องที่ปุจฉามาด้วยตนเอง โดยอาตมาไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เสียศีลของพระ เป็นอาบัติโดยเปล่าประโยชน์... จึงขอวิสัชนาธรรมในปุจฉาดังกล่าวไว้เพียงแค่นี้...

ขอเจริญพร