อ่านธรรมะมีรางวัลภัยจากก่อเวรสร้างกรรม (ตอนจบ)

  • วันที่ 20 ก.พ. 2556 เวลา 08:40 น.

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

“คำโบราณสัจธรรม ที่ว่า เวร ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ไม่มีเวรใดระงับด้วยการจองเวร นี่เป็น คำโบราณที่กล่าวกันมานานในทุกสมัย... จึงควรที่สาธุชนทั้งหลาย พึงตั้งมั่นอย่างมีสติปัญญา รู้จักคิดพิจารณา และละวางจากอำนาจโลภโมโทสัน อย่าประมาท”

บุรุษทั้งสอง จึงเดินทางย้อนกลับไปหาหมี ได้พูดอ้อนวอนขอให้หมีมาบอกที่ตัดไม้ ตามอุบาย ฝ่ายหมีก็ไม่เฉลียวใจว่า บัดนี้ มฤตยูมาถึงตนแล้ว อันเป็นตามกฎแห่งกรรม ด้วยคิดนึกอยู่อย่างเดียวว่า “จะทำลายวิมานของเทวดาให้ได้” น่าสงสารสัตว์ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งกิเลส รัก โกรธ เกลียด กลัว ลุ่มหลง มึนงง สยบอยู่กับความไม่รู้ไม่เข้าใจ!!! จึงทำให้มืดมน มองเห็นแต่ทางได้ ไม่เห็นทางเสีย มองเห็นแต่โทษของคนอื่น ไม่เห็นโทษของตนเอง ด้วยอคติแห่งจิต ด้วยวิถีความคิดแห่งพาล จึงคิดที่จะหาหนทางแก้แค้นให้สมความอยากที่ผูกอาฆาตมาดร้ายมา จึงคิดที่จะทำลายล้างแค้นคู่ปรปักษ์เพียงอย่างเดียว ดุจดังสัตว์หมีตัวดังกล่าว ที่ได้วิ่งนำหน้าออกไปที่ต้นไม้สะคร้อใหญ่

ดังไฟพยาบาทที่คุกรุ่นอยู่ภายใน จนขาดสติปัญญาที่จะพิจารณาให้เห็นถึงความจริงที่พึงจะเป็นไป โดยมุ่งแต่จะนำบุรุษ ๒ คนไปตัดกิ่งต้นไม้สะคร้อ เพื่อจะได้ทำลายล้างคู่ปรปักษ์ หมายใจว่าจะตัดต้นไม้สะคร้อเสียให้ราบ พอประเดิมจะเริ่มชี้กิ่งแรกเท่านั้น ก็ถูกบุรุษทั้งสองเอามีดฟันลงตรงคอพร้อมๆ กัน หมีผู้อาฆาตก็ล้มลงด่าวดิ้นหัวขาด เลือดสาดไหลนองปฐพี หมดสิ้นลมหายใจนับแต่บัดนั้น หมดโอกาสที่จะได้เห็นการทำลายวิมานของเทวดา ผู้มีฤทธิ์ศักดาบารมี คงทิ้งไว้เพียงเรื่องราวที่ปราศจากวิญญาณ ให้มนุษย์แล่เนื้อเถือหนัง เพื่อนำเอาไปเป็นเครื่องอุปกรณ์เกวียน

เรื่องดังกล่าวให้สรุปลงตรงจุดนี้ โดยปิดฉากที่สัตว์หมีตายด้วยไฟพยาบาท ที่เกิดจากความโกรธ... ความเพ่งโทษในผู้อื่น และคิดเบียดเบียนทำลายผู้อื่น จึงขาดสติปัญญาในการใคร่ครวญ กระทำการอันประมาท มุ่งหน้าก่อกรรมทำเข็ญ สุดท้าย ผลแห่งกรรมที่คิดทำร้าย ประสงค์ร้าย จึงย้อนกลับคืนมาสู่ตน เข้าทำนอง “กงเกวียนกำเกวียน” สำหรับเทวดาผู้มีฤทธิ์ ก็สถิตอยู่บนต้นไม้สะคร้อต่อไป ไม่ได้กล่าวถึงว่า จะต้องรับผลกรรมที่ออกอุบายฆ่าสัตว์หมีอย่างไร แต่ก็คงหนีไม่พ้น เพราะเทวดาเทพบุตรก็ยังมีกิเลสอยู่ กรรม วิบาก จึงยังต้องมีอยู่ เรียกว่า วงจรไตรวัฏฏะ ให้หมุนวนอยู่ในสังสารวัฏ มีเกิดดับ พบความทุกข์อีกต่อไป เพราะเจ้ากิเลสเป็นเหตุที่ให้ก่อร่างสร้างอำนาจทิฐิมานะ

นำไปสู่การทำการที่เป็นมิจฉาปฏิบัติ ซึ่งมีที่สุด คือ ความทุกข์เป็นที่หมาย แม้บุรุษทั้งสองก็เช่นเดียวกัน ด้วยอำนาจแห่งโลภะจิตของปุถุชน จึงทำได้ทั้งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติที่ผิดทำนองคลองธรรม ก่อร่างสร้างบาปอย่างไรก็ตาม ดังเรื่องที่ปรากฏ แม้ในท้ายของเรื่องจะกล่าวถึงความสมหวังของบุรุษทั้งสองที่ได้ไม้สะคร้อและหนังหมี พากันกลับบ้าน ช่วยกันทำเกวียนจากไม้สะคร้อในป่าใหญ่ขายเลี้ยงชีพสืบต่อมาด้วยความผาสุกตลอดอายุไข

เรื่องดังกล่าว จริงๆ แล้วเป็นการแสดงถึงโทษภัยของการจองเวรกรรม ผูกอาฆาตพยาบาทกันว่า ในที่สุดย่อมพบแต่ความหายนะ และจะนำไปสู่การเบียดเบียนกันอย่างไม่หมดสิ้น สมดัง คำโบราณสัจธรรม ที่ว่า เวร ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร... ไม่มีเวรใดระงับด้วยการ จองเวร นี่เป็น คำโบราณที่กล่าวกันมานานในทุกสมัย... จึงควรที่สาธุชนทั้งหลาย พึงตั้งมั่นอย่างมีสติปัญญา รู้จักคิดพิจารณา และละวางจากอำนาจโลภโมโทสัน อย่าประมาท ประกอบตนอยู่อย่างมีขันติธรรม ประพฤติชอบ ก็จะพ้นโทษทุกข์ภัยและห่างไกลจากเวร...

จากเรื่องดังกล่าว หากมองพินิจพิจารณาเข้าไปในเรื่อง จะมีตัวละครประกอบอยู่ ๓ ฝ่าย ได้แก่ สัตว์ (หมี) เทวดา (รุกขเทวดา) และคน (บุรุษทั้งสอง) อาตมามีคำถามเพื่อชวนคิดตามวิถีธรรม หากตอบได้ถูกใจและถูกต้อง (เน้นย้ำ! ๑ ถูกใจ ๒ ถูกต้อง) จะมีรางวัลให้ทุกราย โดยให้มารับที่ บรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ (คุณ ณ กาฬ เลาหะวิไลย) ด้วยคำถามธรรมดาว่า จากเรื่องดังกล่าว ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อแรงพยาบาทของตัวละครทั้ง ๓ และใครเป็นผู้ผิดควรแก่การได้รับโทษ... ที่สำคัญ ผลกรรมต่อทั้ง ๓ ฝ่ายตามคติวิถีพุทธจะเป็นอย่างไร?... สนใจรับรางวัลอันทรงค่า กรุณาส่งคำตอบ/ความเห็นมาด่วน!!.. ขอเจริญพร

ข่าวที่เกี่ยวข้องในอดีต

อริยสัจทูเดย์

วันที่ 31 ธ.ค. 2556

อย่าฝืนความจริง

วันที่ 05 ส.ค. 2555

ข่าวอื่นๆ