พระผู้บอดนอกสว่างในหลวงปู่สมศรี สัญญโม

  • วันที่ 10 ก.พ. 2556 เวลา 09:32 น.

พระผู้บอดนอกสว่างในหลวงปู่สมศรี สัญญโม

เมื่อในสมัยครั้งพุทธกาลยังมีพระภิกษุชรารูปหนึ่ง พึงประพฤติธรรม จนกระทั่งนัยน์ตาทั้งสองข้างมืดดับสนิท

โดย...ข้าวก้นบาตร

เมื่อในสมัยครั้งพุทธกาลยังมีพระภิกษุชรารูปหนึ่ง พึงประพฤติธรรม จนกระทั่งนัยน์ตาทั้งสองข้างมืดดับสนิท มองไม่เห็นแม้กระทั่งแสงของดวงอาทิตย์ที่ขึ้นในตอนเช้าและตกในตอนเย็น แต่แม้ดวงตาทั้งสองของท่านได้มืดลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ดวงตาอีกดวงหนึ่งกลับสว่างสดใสแจ่มชัดในสัจธรรม เห็นทั่วทั้งความอนิจจังในสามโลกธาตุนี้ เห็นความเสื่อมความดับไป ของขันธ์ทั้งหลาย

พระภิกษุรูปนั้นนาม พระจักขุบาล

จวบจนกระทั่งพระพุทธศาสนาเจริญ ณ ดินแดนสุวรรณภูมิครบถ้วนมาแล้วกว่า 2,500 ปี ในละแวกชายป่าริมทางรถไฟ ข้างๆ โรงไฟฟ้าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแม่เมาะ จ.ลำปาง ซึ่งอึกทึกครึกโครม มีผู้คนขวักไขว่ไปมานั้น มีพระชราภาพนัยน์ตาทั้งสองข้างมืดสนิทจากโลกอันแสนจะวุ่นวายด้วยกิเลสตัณหา ซ่อนเร้นกายปลีกวิเวกเพื่อหาความสงบ ดำเนินตามรอยพระศาสดาอยู่รูปหนึ่ง

ท่านพำนักอยู่อย่างเงียบสงบภายในกุฏิหลังน้อยเก่าคร่ำคร่า ขณะที่ศาลาหอฉันก็เก่าทรุดโทรมจนเอียงมาข้างหนึ่ง

พระภิกษุรูปนี้นาม หลวงปู่สมศรี สัญญโม

หลวงปู่เป็นคน จ.ร้อยเอ็ด พอเติบใหญ่ขึ้นมาก็ช่วยโยมบิดามารดาทำมาหากิน อพยพโยกย้ายเดินทางกันมาเรื่อย จนมาลงหลักปักฐานที่ อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ทำมาหากินโดยสัมมาชีพ เมื่อหลวงปู่เบื่อหน่ายในเพศฆราวาสที่แสนจะวุ่นวาย ทั้งเรื่องการหาอยู่หากิน เป็นต้น หลวงปู่ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ในฝ่ายมหานิกาย แล้วได้เที่ยวจาริกเดินทางไปทั่วสารทิศ ตั้งแต่ภาคอีสานจรดภาคกลาง เพื่อเสาะแสวงหาครูอาจารย์ที่พอจะช่วยชี้แนะหนทางสู่มรรคผลนิพพานในเบื้องหน้า

เมื่อหลวงปู่ได้บวชแล้วพี่ชายของท่านก็คิดอยากจะบวชทดแทนบุญคุณบิดามารดาที่ได้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็กจนใหญ่ ได้เดินทางมาพบหลวงปู่ที่บริเวณ จ.ยโสธร

ปีนั้นคือ พ.ศ. 2500

เป็นปีที่ทั้งทางฝ่ายรัฐและพุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันเฉลิมฉลองปีมหามงคลอันเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา เวียนมาครบ 2,500 ปี มีการจัดงานกันทั่วประเทศ รวมทั้งวัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ ได้มีดำริให้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่ 7 วัน 7 คืน มีการบรรพชา อุปสมบท ทั้งพระ เณร พ่อขาวแม่ขาว มีการแสดงเทศนาและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย มีประชาชนผู้ประพฤติธรรมแต่งชุดขาวมาร่วมงานอย่างคลาคล่ำ พี่ชายหลวงปู่ได้รู้ข่าวนี้ จึงได้ตัดสินใจชวนพระน้องชายก็คือองค์หลวงปู่มุ่งตรงสู่วัดอโศการาม มาบวชด้วยกัน

เป็นการบวชใหม่ของท่านโดยญัตติจากมหานิกายมาเป็นธรรมยุติกนิกาย

การบรรพชาและอุปสมบทในงานครั้งนั้น ท่านพ่อลี ท่านได้ดำริให้ทำให้บริสุทธิ์ โดยต่อแพออกไปยังอ่าวไทย แล้วทำการสมมติเสมา เป็นเสมาน้ำ หรืออุทกเสมาขึ้นมา จากนั้นองค์ท่านก็นิมนต์พระอุปัชฌาย์มาอนุเคราะห์กุลบุตรกุลธิดา โดยบรรพชาอุปสมบท และบวชศีลจาริณี

หลวงปู่สมศรีได้ญัตติในอุทกเสมาน้ำนี้เอง โดยมีพระเดชพระคุณพระธรรมดิลก (หลวงปู่ทองคำ จันทูปโม) วัดบรมนิวาส (วัดนอก) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ (หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม) วัดป่าสาละวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระวิสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธัมมธโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ได้รับฉายา จากพระอุปัชฌาย์ว่า “สัญญโม”

เมื่อได้บวชแล้วท่านได้จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนข้อวัตรปฏิบัติจากท่านพ่อลี ที่วัดอโศการามนั่นเอง

สมตามเจตนาที่ท่านได้บวชในครั้งแรกที่จะหาทางพ้นทุกข์แล้วเสาะแสวงหาครูอาจารย์ เพราะการมาเจอท่านพ่อลีก็เหมือนดังมีผู้จุดไฟให้สว่างในทางที่มืด หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด ทำให้ท่านได้แนวทางในการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากกองสังขารมากขึ้น

ฉะนั้นหลวงปู่สมศรีจึงผูกพันกับวัดอโศการามเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากก่อนหลวงปู่มรณภาพหนึ่งสัปดาห์ เมื่อมีลูกศิษย์ทางเชียงใหม่ไปกราบสักการะท่านที่วัดมิ่งมงคล แม่เมาะ ลำปาง ท่านก็พูดขึ้นมาเหมือนเป็นการสั่งเสียครั้งสุดท้ายว่า “จะกลับวัดอโศ พาฉันกลับไปวัดอโศการามหน่อย”

พวกเราก็เลยพากันงงแล้วกราบเรียนถามหลวงปู่ว่า “หลวงปู่จะไปอย่างไร จะไปทำอะไร” องค์ท่านก็ตอบกลับมาว่า “อยากกลับไปเยี่ยมอโศการาม” ซึ่งหลวงปู่เองก็ไม่เคยเปรยเช่นนี้กับลูกศิษย์ลูกหามาก่อนเลย

พอบวชและศึกษาอยู่กับท่านพ่อลีได้เพียง 4 ปี ในหน้าร้อน ปี 2504 ฟ้าก็ผ่ากลางหัวใจชาววัดอโศการามทั้งหมด เพราะท่านพ่อลีผู้เป็นที่พึ่งแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ ได้ละสังขารเข้าสู่แดนอนุปาทิเสสังนิพพาน

เวลานั้นหลวงปู่เหมือนเรือขาดหางเสือ หาที่พึ่งยังไม่ได้ ครั้งเมื่อเสร็จงานท่านพ่อแล้ว ท่านได้เดินทางจาริกเพื่อเสาะแสวงหาครูอาจารย์ใหม่อีกครั้ง โดยจาริกไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ตื้อ อจัลธัมโม แล้วจึงกลับมาวัดอโศการามอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาพระภิกษุในวัดอโศการามมีดำริจะจาริกธุดงค์มุ่งสู่ภาคเหนือ

หัวหน้าคณะที่ออกจาริกคราวนั้นคือ หลวงปู่ทอง จันทสิริ (พระญาณวิศิษฎ์) เจ้าอาวาส วัดอโศการามองค์ปัจจุบัน พวกท่านเดินทางตัดป่าเขาลำเนาห้วยผ่านลำปาง เชียงใหม่ มุ่งตรงสู่เชียงราย พอเข้าสู่เชียงรายได้ไปวิเวกที่ถ้ำผาจรุย

ณ ถ้ำผาจรุยนี้เอง ท่านได้พบกับสหธรรมิก ที่จาริกมาก่อนแล้ว คือ หลวงพ่อพระมหาทองอินทร์ กุสลจิตโต (พระนพีสีพิศาลคุณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม และหลวงปู่สังข์ สังกิจโจ (พระภาวนาภิรัต) เจ้าอาวาสวัดป่าพระอาจารย์ตื้อผู้เป็นหลานชายแท้ๆ ของหลวงปู่ตื้อ อจัลธัมโม

เมื่อจำพรรษาได้ระยะหนึ่ง หลวงปู่สมศรีได้ออกปลีกแยกวิเวกกลับลงมาทาง จ.เชียงใหม่ เข้าไปศึกษาธรรมและอุปักฐาก หลวงปู่ตื้อ อจัลธัมโม

หลวงปู่ท่านเคยเล่าว่า ท่านเคยพบ คุ้นเคยฟังธรรมของหลวงปู่ตื้อ ตั้งแต่ครั้งอยู่วัดอโศการาม พอขึ้นเหนือเลยได้โอกาสเข้ามาศึกษา อุปัฏฐากองค์หลวงปู่ ที่วัดปากทาง (วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ) และเดินเท้ามุ่งหน้าสู่ดอยสีม่วง (ดอยแม่ปั๋ง) เพื่อเข้าพบศึกษาธรรมะกับหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ด้วย

สหธรรมิกที่ร่วมเดินทางไปในคราวนั้นคือ พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดป่าอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนั่นเอง

ท่านเคยเล่าไว้ว่า ช่วงเดินทางมุ่งตรงต่อไป อ.เชียงดาว เข้าผาปล่องนั้น หนทางในสมัยนั้นทุรกันดารมาก ต้องบุกป่าฝ่าเขา เดินลัดทุ่ง สัตว์ป่าก็มาก ทั้งเสือ ช้าง ล้วนแต่อันตราย

อยู่เชียงใหม่ได้สักระยะหนึ่ง หลวงปู่ก็ตัดสินใจเดินมุ่งหน้าลงทางใต้ เข้าสู่ จ.ลำปาง

ในการเดินทางครั้งนี้ทำให้ท่านมีสหธรรมิกอีกรูปที่คอยดูแลกัน ก็คือ หลวงปู่พวง ฆรมฺตโต วัดถ้ำอินเนรมิต เข้าลำปางไปยังถ้ำพระสบาย ขณะนั้นเอง หลวงปู่แว่น ธนปาโล กำลังปรับปรุงถ้ำพระสบายอยู่

หลวงปู่ได้เล่าไว้ว่า “ถ้ำพระสบาย เออมันสบายเฉพาะพระสมัยนี้ มันไม่มีงานการต้องทำ พระเลยสบาย สมัยก่อนเหรอ เขาเรียกกันถ้ำพระลำบาก ลำบากขนหิน ระเบิดหิน ทำทางปรับปรุงในถ้ำ ไม่ได้มีเวลาว่างตกเย็นก็เข้าที่ภาวนา มันก็ง่วง แต่ก็อดเอาที่นี้ พระครูอาจารย์เพิ่นลำบากไว้ก่อนแล้ว พระรุ่นใหม่สมัยใหม่เลยสบาย”

จนกระทั่งปี 2516 หลวงปู่ได้รับนิมนต์จากชาวบ้านและช่างของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ให้มาจำพรรษาอยู่บริเวณใกล้กับไซต์งานก่อสร้าง เพื่อโปรดคนงาน ฆราวาสญาติโยม ตลอดจนเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ชาวบ้านได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างเสนาสนะ ในเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ เพื่อให้พระภิกษุได้พักจำพรรษา หลวงปู่ท่านเจริญสมณธรรมที่นี้มาตลอดพร้อมทั้งยังคงเดินทางไปช่วยงานก่อสร้างที่ถ้ำพระสบายอยู่เสมอๆ

จนกระทั่งปี 2529 นัยน์ตาของหลวงปู่ที่เคยสดใจ มองเห็นครูบาอาจารย์ ฆราวาสญาติโยมเป็นปกติได้มืดสนิทลง มองไม่เห็นแม้กระทั่งแสงสว่าง

หลวงปู่เคยเล่าให้ลูกศิษย์ท่านหนึ่งฟังถึงเหตุการณ์ที่ตามืดว่า “หมอว่าเป็นต้อหิน เกิดจากทำงานหนัก โดนฝุ่นบ่อย อยู่พระสบายระเบิดแต่หิน ทำงาน ทำไปภาวนาไป ตานอกมันเลยไม่สำคัญถ้าตาในมันสว่างมันแจ่มชัดกว่าตานอกเยอะ”

หลังจากนั้นหลวงปู่ท่านเลยได้แต่อาศัยอยู่ในกุฏิหลังเก่าๆ มาโดยตลอด

จนกระทั่งลูกหลานทางภาคอีสานมาขอนิมนต์หลวงปู่กลับ เนื่องจากท่านอาพาธหนัก ท่านก็กลับเพื่ออนุเคราะห์ญาติทางนั้นได้ชั่วระยะหนึ่ง ท่านก็สั่งให้พาท่านกลับวัดมิ่งมงคล แม่เมาะ เช่นเดิม

หลวงปู่อยู่อย่างสมถะเรียบง่าย แม้ตามองไม่เห็นก็ไม่ยอมให้ข้อวัตรและพระวินัยบกพร่อง

แม่ชีที่ดูแลหลวงปู่บอกว่า “หลวงพ่อเนียะนะ ไม่ยอมให้ใครจับหรอกถ้ารู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้หญิงเข้าไปท่านไม่ให้จับเลยไม่ให้เข้าใกล้ จะฉันก็ไม่ให้ป้อน วางเอาไว้เดี๋ยวท่านฉันของท่านเอง”

หลวงปู่ท่านไม่นิยมงานก่อสร้าง ไม่ให้วัดฟู่ฟ่าหรูหรา ท่านให้คงไว้เพื่อจะได้ขัดเกลากิเลสพระรุ่นใหม่ที่แวะเวียนมาพักสนทนาหรือจำพรรษากับหลวงปู่ซึ่งจะมีมาทุกออกพรรษา

ครั้งหนึ่งคณะศิษย์ทางเชียงใหม่พร้อมกับวิศวกรโรงไฟฟ้าแม่เมาะเห็นว่าวัดทรุดโทรมลงไปมาก อยากจะบูรณปฏิสังขรณ์ จึงขออนุญาตหลวงปู่ โดยเรื่องแรกที่ขอคือ ขอซ่อมศาลา โดยให้เหตุผลว่า “หลวงปู่ศาลาเอียงแล้ว” แต่ท่านตอบว่า “เออ เป็นไปตามกาลเวลาไปตามสังขาร มันก็ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา ศาลานี้ก็เอาไว้อย่างงี้แหละมันยังไม่พังไม่ต้องซ่อม เอาไว้ดูเป็นธรรมดาว่ามันเสื่อม” เลยจบไปหนึ่งอย่าง

ต่อมาพวกเราเอาใหม่ “หลวงปู่กุฏิหลวงปู่เก่าแล้ว”

ท่านก็ตอบว่า “เออ เอาแค่มันอยู่ได้ก็อยู่ได้มาตั้งนานก็ไม่เห็นเป็นอะไร มันก็เก่าเป็นธรรมดา สร้างมาตั้งแต่ปี 16 อยู่กันไป” จนกระทั่งพวกเราขอกันอีก “หลวงปู่คนมาวัดมาวาห้องน้ำห้องท่ามันน้อย เก่าอีกต่างหากล้มไม่ล้มแหล่ หลวงปู่ทั้งพระเองก็เข้ากันลำบากขอซ่อมห้องน้ำก็ได้ครับ” ท่านเลยตอบว่า “เอาก็เอา อยากทำอะไรก็ทำกันไป อย่ามาเดือดร้อนเรา” สุดท้ายก็ได้พากันทำห้องน้ำถวาย

หลวงปู่ท่านเรียบง่ายไม่สะสม ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบปาด เล่าว่า หลวงปู่แจกหมด มีอะไรๆ ท่านก็แจก ท่านไม่เก็บเอาไว้ มีพระอะไรท่านก็จะเรียกให้เด็กบ้าง เรียกให้ขึ้นไปเอาบ้าง แม้กระทั่งเงินทองท่านก็ไม่รับ

ครั้งหนึ่ง มีโยมเคยถวายปัจจัยหลวงปู่ หลวงปู่‌ถามทันทีว่า“อะไร ถ้าสตางค์หลวงปู่ไม่เอา หลวง‌ปู่ไม่ได้ใช้ สมณะไม่ใช้สตางค์” เมื่อลงมาด้านล่าง‌ท่านเห็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่เลยจะถวายปัจจัยเพื่อ‌ดูแลองค์หลวงปู่พระอุปัฏฐากก็บอกว่า“เรารับไม่ได้‌หลวงปู่ไม่รับ เรารับหลวงปู่ท่านรู้ ท่านดุเอาให้เอา‌ไปฝากแม่ชีไว้”

จากคำว่า“หลวงปู่ท่านรู้”ลูกศิษย์คนหนึ่งเลย‌อยากรู้ว่าหลวงปู่รู้ได้อย่างไร ก็เลยถามหลวงปู่ว่า ‌หลวงปู่ หลวงปู่มองไม่เห็นนี้ หลวงปู่รู้ไหมว่าในวัด‌เป็นอย่างไร ท่านเลยตอบว่า“เห็นสิ ตานอกมัน‌บอกได้ ตาในมันสว่างไสวมองเห็นไปทั่วแหละ ‌อย่าว่าแต่ในวัดเลย มองไปเห็นถึงเชียงใหม่”

เป็นอันว่าจบข้อสงสัยนี้ไปกัน

มีคราวหนึ่งพวกเราไปกราบหลวงปู่ บังเอิญมีพี่‌ท่านหนึ่งเคารพศรัทธา ท่านพ่อลีมาก ร่วมคณะไป‌ด้วย พอสนทนากับหลวงปู่สักพักใหญ่ท่านก็ถามเลย‌ว่า“ศรัทธาท่านพ่อมากบ่เรานะ” พี่ท่านนั้นเลย‌ตอบว่า“ครับ”

หลวงปู่ท่านเลยถามอีกว่า“ศรัทธาอิหยังเพิ่น‌ละ ท่านพ่อนะ ศรัทธานี่ต้องฮู้ว่าท่านพ่อเพิ่นสอน‌อิหยั่งสอน ฮู้แล้วทำตามบ่ละ ถ้าศรัทธาต้องทำ‌ตามที่เพิ่นสอน บ่แม่นทางเพิ่นอย่าแวกแนว เข้าใจ‌บ่ละ” พี่ท่านนั้นก็รับคำว่า“ครับ”

หนนั้นเราได้นำวัตถุมงคลไปให้ท่านอธิษฐานจิต‌ด้วย ครั้งหลวงปู่ท่านเมตตาเสร็จแล้ว พวกเราคนหนึ่งเลยถามหลวงปู่ขึ้นว่า“หลวงปู่อธิษฐาน‌อย่างไรครับ”ท่านก็ตอบเหมือนตีแสกหน้าพวกเราว่า“ก็ขอให้คุณพระพุทธ คุณพระธรรม ‌คุณพระสงฆ์ โปรดเมตตา พวกโง่เขลาเบาปัญญา ‌หาที่พึ่งไม่ได้ ให้พวกโง่เขลาเบาปัญญาทั้งหลายได้‌มีที่พึ่ง นั้นละ”

ทั้งคณะถึงขั้นเงียบไม่มีใครกล้าถามอะไรหลวง‌ปู่อีก

อีกครั้งหนึ่ง พวกเราได้ไปกราบหลวงปู่ หลวงปู่‌ก็เปรยว่า อยากไปเยี่ยมญาติ ที่ต่างอำเภอให้ไปส่ง‌หน่อย ทั้งที่หลวงปู่ไม่ได้ไปไหนมากว่าสิบกว่าปี พี่ที่‌เป็นวิศวกรเคยทำงานกรมชล เลยไปส่งหลวงปู่ ‌แล้วท่านก็เล่าเรื่องต่างๆ นานาท่านก็ยังระลึกนึกถึง ‌สหธรรมิกเก่า ที่ขึ้นมาเชียงใหม่ด้วยกัน คือหลวงปู่‌ทอง จันทสิริ ท่านพูดว่า“ไม่รู้ว่า อาจารย์ทองจะ‌เป็นอย่างไรบ้าง” พี่ท่านนั้นเองเลยต่อโทรศัพท์ เข้า‌ไปยังวัดอโศการาม เพื่อกราบเรียนสายถึงหลวงปู่‌ทอง ทำให้เพื่อนสหธรรมิกที่ไม่ได้เจอกันนาน จน‌บางคนคิดว่าท่านมรณภาพไปเสียแล้ว ได้พูดคุยกัน‌เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นอีกไม่นานเป็นช่วงสงกรานต์พอดี มี‌ญาติโยมจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ไปกราบ‌หลวงปู่ ท่านเลยบอกว่า“จะกลับวัดอโศ พาฉัน‌กลับไปวัดอโศการามหน่อย” แต่ไม่มีใครเอะใจ

หลังจากนั้นไม่นาน ในเย็นของวันที่ 20 เม.ย. ‌2555หลวงปู่มีอาการไออย่างหนัก จนกระทั่งแม่ชี‌ไปตามผู้ใหญ่บ้านให้ขึ้นมาเพื่อพาหลวงปู่ไป‌โรงพยาบาล แต่ท่านก็ไม่ยอมไป เพียงแต่ขอน้ำฉัน ‌หมู่พระเห็นอาการหลวงปู่ไม่ดีขึ้นเลยมานอนเฝ้าไข้‌หลวงปู่ กระทั่งท่านลุกขึ้นมาอีกครั้งตอนเที่ยงคืน ‌แล้วเสียงไอของท่านก็เงียบลงตอนตีสาม โดยไม่มี‌ใครรู้ว่าการหยุดไอครั้งนั้นเป็นการหยุดครั้งสุดท้าย‌ของหลวงปู่

เช้ารุ่งขึ้นวันที่ 21 เม.ย. พระลูกวัดเห็นหลวงปู่‌ยังไม่ลุก เลยเข้าไปเรียกหา บัดนั้นเองจึงพบว่าหลวง‌ปู่ได้มรณภาพเสียแล้ว

หลวงปู่จากไปโดยไม่ได้อาพาธเป็นโรคอะไร‌มากมาย นอกจากสังขารตามวัยชราภาพเบียด‌เบียนเท่านั้น

เมื่อถึงกาลอันสมควร สรรพสิ่งทั้งหลายก็‌เปลี่ยนไปตามอายุขัย เหมือนดังที่หลวงปู่เคยสอน‌พวกเราครั้งไปขอบูรณะศาลา หลวงปู่ได้ละสังขาร‌ในวัย 87 ปี พรรษา 54 ในปีนั้นเอง

 

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ