มุทิตาสักการธรรมแด่พระเถราจารย์นามพระเทพโมลี (จบ)

วันที่ 20 พ.ย. 2555 เวลา 08:26 น.
“สพฺเพ สตฺตา มา ลทฺธสมฺปตฺติโต วิคจฺฉนฺตุ” ได้ ไม่นานจิตใจก็จะสงบระงับจนเป็นมุทิตาจิต ไม่เป็นอุสุยฺยจิต คือ จิตริษยา

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

“สพฺเพ สตฺตา มา ลทฺธสมฺปตฺติโต วิคจฺฉนฺตุ” ได้ ไม่นานจิตใจก็จะสงบระงับจนเป็นมุทิตาจิต ไม่เป็นอุสุยฺยจิต คือ จิตริษยา ท่านพระธรรมปาโมกข์กล่าวในตอนท้ายว่า... มุทิตาจิตเกิดขึ้น ริษยาก็ปราศจากใจ ความสุขก็ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติได้ ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปฏิบัติ ถ้าใครทำได้ก็จักได้รับความสงบ เยือกเย็นกายใจ จึงสมควรแก่การปฏิบัติ...”

มีพระคาถาบาลีว่า สพฺเพ สตฺตา มา ลทฺธสมฺปตฺติโต วิคจฺฉนฺตุ แปลว่า ขอสัตว์ทั้งหลายอย่าได้เสื่อมจากสมบัติอันตนได้แล้วเถิด ให้นึกไปนึกมาจนจิตสงบเป็นสันติจิต กิริยาก็เป็นกรรมฐาน... ผู้ที่เจริญมุทิตาให้ทำใจคล้ายกับแผ่นดินโดย

ลักษณะที่ ๑ ต้องหัดเฉยๆ ให้มากๆ ใครติก็เฉย ใครยอก็เฉย หัดให้เฉยจนเคยเหมือนแผ่นดิน เฉยเป็นปกติ ไม่ว่าคนจะทิ้งของโสโครกหรือของหอม

ลักษณะที่ ๒ ท่านสอนให้รักษาศีล คนมีศีลแล้วงาม ภิกษุสามเณร มีศีลก็งาม ไม่ต้องมีอะไร มีศีลอย่างเดียว ฟุ้งตลบอบอวล ไม่เกิดความเดือดร้อนรำคาญใจ

ลักษณะที่ ๓ ไม่มีช่องไม่มีโพรง หมายถึง รักษาศีลไว้มิให้ศีลขาด ให้หนาทึบกว้างขวางไปด้วยศีล

ลักษณะที่ ๔ ทำความเพียรให้มั่นไว้ ให้เพียรก้าวหน้าอยู่เสมอ อย่าย่อท้ออย่าพลั้งเผลอ

ลักษณะที่ ๕ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ในอะไรทั้งหมด นึกได้อย่างนี้ทำใจได้อย่างนี้ มันสบายใจไม่ยึดติดอะไร

เมื่อทำใจได้ตามลักษณะทั้ง ๕ แล้วก็สามารถเจริญมุทิตาด้วยพระคาถาว่า “สพฺเพ สตฺตา มา ลทฺธสมฺปตฺติโต วิคจฺฉนฺตุ” ได้ ไม่นานจิตใจก็จะสงบระงับจนเป็นมุทิตาจิต ไม่เป็นอุสุยฺยจิต คือ จิตริษยา ท่านพระธรรมปาโมกข์กล่าวในตอนท้ายว่า... มุทิตาจิตเกิดขึ้น ริษยาก็ปราศจากใจ ความสุขก็ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติได้ ธรรมนี้เป็นธรรมของผู้ปฏิบัติ ถ้าใครทำได้ก็จักได้รับความสงบ เยือกเย็นกายใจ จึงสมควรแก่การปฏิบัติ...”

อาตมายกหลักธรรมที่เทศนาโดยพระธรรมปาโมกข์ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาได้ก้าวหน้าในสมณวิสัย จนได้พระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แห่งวัดราชผาติการาม ซึ่งสมัยดำรงสมณศักดิ์พระธรรมปาโมกข์นั้น ได้ทำการอุปสมบทให้กับสามเณรสุนทร เป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ ก.ค. ๒๕๐๗ และนับเนื่องถึงวันนี้ในปีพุทธศักราชที่ ๒๕๕๕ รวมเวลา ๔๘ ปี พระภิกษุรูปดังกล่าวจะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระธรรมปาโมกข์ อันเป็นสมณศักดิ์เดิมของพระอุปัชฌาย์ที่อุปสมบทความเป็นภิกษุให้แก่ตน...

อาตมาคิดว่า คงไม่มีอะไรที่น่าจะปลื้มปีติเท่านี้แล้วในชีวิตความเป็นพระภิกษุ ซึ่งหากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ยังมีชีวิตอยู่ คงจะมองดูหลวงพ่อเทพโมลีด้วยความปลื้มใจ ที่เติบโตก้าวหน้าในวิถีชีวิตแห่งความเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา สืบทอดพ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้อย่างน่าอนุโมทนา

อาตมาจึงขอแสดงมุทิตาด้วยการกระทำการสักการธรรม อันเป็นบทธรรมเทศนา ของอดีตพระธรรมปาโมกข์ ซึ่งต่อมาคือสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสารเถร ป.ธ.๙) ด้วยจิตคารวะเป็นอย่างยิ่ง ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงอภิบาลรักษาให้หลวงพ่อเทพโมลี ในสมณศักดิ์ที่ “พระธรรมปาโมกข์” จงเจริญเติบโตในพระพุทธศาสนายิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อประโยชน์ต่อการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างมั่นคงแข็งแรง

ขอเจริญพร