โกหกสีขาว...โกงกินไม่น่ารังเกียจ ชาวพุทธควรพิจารณาอย่างไร (๑๗)

วันที่ 04 ต.ค. 2555 เวลา 08:06 น.
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

หากอาตมาฝืนใจตอบตามที่รองศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ ปุจฉามา ก็คงจะตอบไม่ยาก สำคัญพิจารณาแล้วก็คงไม่เป็นประโยชน์ใดๆ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เป็นปัจจัตตัง ไม่ใช่เรื่องที่อาตมาจะมาพูดคุยเป็นสาธารณะได้ หากอาตมาพูดกล่าวไปเหมือนผู้รู้ แม้อาตมาจะรู้จริงเห็นจริงก็ไม่สามารถมาแสดงต่อสาธารณะได้ เดี๋ยวจะถูกข้อหาโอ้อวดอุตริมนุสธรรม เมื่อมีคำถามย้อนกลับมาว่า พระอาจารย์มีญาณวิเศษหรือจึงรู้ว่าบุคคลนั้นๆ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หรือเสื่อมแล้วจากญาณ... แสดงว่าพระอาจารย์พยายามบอกกล่าวต่อหมู่ชนว่า พระอาจารย์มีญาณแก่กล้าใช่ไหม!!... ซึ่งหากมีผู้กล่าวปรับวินัยอาตมาอย่างนี้ อาตมาก็เสร็จทันทีเลย แม้ว่าไม่เจตนาจะโอ้อวด แต่การกระทำให้สำคัญได้ว่าเป็นเช่นนั้น ก็คงจะต้องเจออาบัติสักข้อ แม้จะไม่ตกลงไปที่ปาราชิก ก็คงน้องๆ ปาราชิกแน่นอน

อาตมาจึงขอบิณฑบาต รองศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ ว่า ไม่สามารถวิสัชนาได้ในคำถามแบบนี้ เพราะจะถูกย้อนศรกลับว่า แสดงว่าอาตมามีญาณรู้เหรอ ก็คงตายสถานเดียว หรือคงช้ำในไปหลายวัน

จริงๆ แล้วคำถามนี้ ระบุชื่อพระสงฆ์ ชื่อวัดเรียบร้อย แต่อาตมาตัดออกไป เพราะไม่อยากให้เกิดการกระทบกันในวงพระศาสนา ไม่เป็นประโยชน์เลยที่จะขยายความต่อเติมให้เกิดความแตกร้าวมากยิ่งขึ้น คำพูดคำกล่าวใดๆ แม้ว่าจะเป็นคำแท้ แต่ไม่นำไปสู่ประโยชน์โดยธรรม ไม่มุ่งไปสู่ความสงบสุขของภาคสังคมโดยธรรม ก็ไม่ควรกล่าวขยายความ อวดรู้อวดฉลาดกันมากไป จนสังคมวิถีพุทธบอบช้ำเน่าเหม็นกัน จนสิ้นกลิ่นพระพุทธศาสนากันหมดแล้ว จึงขอสาธุชนทั้งหลายพึงมีสติปัญญา รู้จักคิดพิจารณาให้มากๆ ที่สำคัญพึงปฏิบัติตามพระพุทธวจนะที่ว่า...

ศรัทธาที่ไหน ก็ไปที่นั่น

ไม่ศรัทธาก็ไม่ต้องไป....

ที่สำคัญต้องเข้าใจหลักศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่า ต้องเกิดขึ้นด้วยปัญญานะจ๊ะ! ไม่ใช่เชื่อตะบัน อะไรๆ ก็ดีไปหมด...

เอาละ! เพื่อไม่ให้กระทบต่อศรัทธาที่อุตส่าห์ถามมาในเรื่องดังกล่าว และในหลากหลายเรื่อง ทั้งที่ควรตอบและไม่ควรตอบ ดังเช่นมีปุจฉาเพิ่มเติมจาก ดร.สุปรีดีฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า ทำไมพระบางรูปจึงแต่งตัวใส่จีวรอย่างนั้น ผิดพระวินัยหรือไม่!! อาตมาจึงได้เลือกบทธรรมะจากหนังสือ คิริมานนทสูตร ที่เขียนด้วยหน้าปกลงชื่อ เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันฺโท) วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ มาให้อ่านพิจารณา เพื่อจะได้คำตอบดีเป็นประโยชน์ที่มีปรากฏอยู่ในเนื้อหา ซึ่งขอยกมาเพียงบางส่วน เพื่อสาธุชนจะได้ศึกษา จะได้เข้าถึงความจริงอันควร เป็นประโยชน์ที่มีคุณค่ายิ่ง ซึ่งคงจะดีกว่าอาตมาตอบอย่างแน่นอน ลองพิจารณาดูจากเนื้อหาธรรมในเรื่องดังกล่าวดังนี้

“ดูกรอานนท์ จิตใจนั้นใครไม่แลเห็นของกันและกันได้ ผู้ที่รู้เห็นจิตใจของผู้อื่นได้นั้นมีแต่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์เท่านั้น พระพุทธเจ้าที่จะรู้เห็นจิตใจของผู้อื่นได้ก็ด้วยญาณแห่งพระอรหันต์ ถ้าละกิเลสตัวร้ายไม่ได้ คุณความเป็นแห่งพระอรหันต์ก็ไม่มาตั้งอยู่ในสันดาน จึงไม่อาจหยั่งรู้วาระจิตของสัตว์ทั้งปวงได้ แม้พระตถาคตจะหยั่งรู้วาระจิตของสัตว์ทั้งปวงได้ ก็เพราะปราศจากกิเลส คือความเป็นไปแห่งพระอรหันต์ บุคคลผู้ไม่พ้นกิเลส คือไม่สำเร็จพระอรหันต์ จะมาปฏิญญาว่ารู้เห็นจิตแห่งบุคคลอื่น จะควรเชื่อฟังได้ด้วยเหตุใด ถึงแม้จะรู้ด้วยวิชาคุณอย่างอื่น รู้ด้วยสมาธิคุณ เป็นต้น ก็รู้ไปไม่ถึงไหน แม้จะรู้ ก็รู้ผิดๆ ถูกๆ ไปอย่างนั้น จะรู้จริงแจ้งชัดดังที่รู้ด้วยอรหันต์คุณนั้นไม่ได้ ถ้าบุคคลที่ยังไม่พ้นกิเลส มีความรู้ดียิ่งกว่าเราตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์แล้ว การที่เราตถาคตสละบุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติอันเป็นเครื่องเจริญแห่งความสุขออกบวชนี้ ก็ชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลากว่าบุคคลจำพวกนั้น เพราะเขายังจมอยู่ในกิเลส แต่มีความรู้ดียิ่งกว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส ข้อที่ละกิเลสไม่ได้ คือไม่ได้สำเร็จพระอรหันต์ แล้วจะมีปัญญารู้จิตใจแห่งสัตว์ทั้งหลายยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ หรือจะมีปัญญารู้เสมอกันนั้นไม่มีเลย ผู้ที่ยิ่งละกิเลสไม่ได้ คือยังไม่สำเร็จพระอรหันต์มากล่าวว่า ตนรู้เห็นจิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้น กล่าวอวดเปล่าๆ ความรู้เพียงนั้นยังพ้นนรกไม่ได้ ไม่ควรจะเชื่อถือ ถ้าใครเชื่อถือก็ชื่อว่าเป็นคนนอกพระศาสนา ไม่ใช่ลูกศิษย์ของเราตถาคต แท้ที่จริงหากเอาศาสนธรรมอันวิเศษของเรานี้บังหน้าไว้สำหรับหลอกลวงโลกเท่านั้น บุคคลจำพวกนี้แม้จะทำบุญกุศลเท่าไหร่ก็ไม่พ้นนรก แม้ผู้ที่มาเชื่อถือบุคคลจำพวกนี้ ก็มีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเหมือนกัน

ดูกรอานนท์ บุคคลจำพวกที่อวดรู้อวดดีอย่างนี้ แปละจะเป็นผู้เบียดเบียนศาสนาของเราให้เศร้าหมองเสื่อมทรามลงไป เมื่อเขาเกิดมาแล้วก็จะมาเบียดเบียนพระมหาเถระและสามเณรน้อยด้วยถ้อยคำอันไม่เจริญ ผู้มีปัญญาน้อย ใจเบา ก็จะพากันแตกตื่น สึกหาลาเพศออกจากศาสนา พระศาสนาของเราก็จะเสื่อมถอยลงไป

ดูกรอานนท์ บุคคลจำพวกใด หากเบียดเบียนเสียดสีหมิ่นประมาทในพระสังฆเถระและภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ของพระตถาคต โดยที่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นมีโทษ ไม่มีปาราชิก และบังคับให้สึกออกจากเพศพรหมจรรย์ หรือกระทำปัพพาชนียกรรมไปเสียก็ดี บุคคลจำพวกนั้นเป็นบาปยิ่งนัก ไม่อาจพ้นนรกได้ บุคคลจำพวกใดมีความเชื่อ ความเลื่อมใสในคุณธรรมคำสอนของเราตถาคตแล้วเชิดชูยกย่องไว้ให้ดี มิได้ดูถูกดูหมิ่น บุคคลจำพวกนั้นก็จะมีความเจริญด้วยความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า แม้ปรารถนาสุขอันใดซึ่งไม่เหลือวิสัย ก็อาจสำเร็จสุขอันนั้นได้ตามปรารถนา

(อ่านต่อฉบับหน้า)