ไม่ต้องโลกโผน

วันที่ 26 ส.ค. 2555 เวลา 13:43 น.
สังเกตว่าการสอนเรื่องกรรมในทางพระพุทธศาสนาหลังๆ มานี้ผู้สอนซึ่งมีทั้งพระ ฆราวาส ชี (บางรูปบางคนนะครับ) มีวิธีการสอนเสมือนว่า ตนเองเป็นผู้รู้แจ้ง มีญาณวิเศษ หรือมีอภิญญา

สามารถบอกว่าผู้นั้นๆ ชาติก่อนเคยสร้างกรรมนั้นๆ มาชาตินี้จึงต้องมาเป็นอย่างนี้ๆ รับกรรมนี้ๆ ประสบทุกข์อย่างนี้

ทั้งคำศัพท์ต่างๆ ในการสอนเรื่องกรรม ก็ประดิษฐ์ออกมาหรูเหลือเกิน เอกซเรย์กรรม เอย ตัดกรรม เอยเปิดกรรม เอย ฯลฯ

และเรื่องราวทั้งหลายที่ท่านๆ เล่าน่ะรึ...ผู้ฟังเองฟังแล้วก็คล้อยตามเออ...ใช่ๆ อย่างที่ท่านอาจารย์ว่า เออ... ใช่ๆ อย่างที่ชีว่านะ

นักเรียนนักฟังทั้งหลายทำไมไม่ลองคิดดูว่าทำไมเขาคนนั้นคนนี้ ท่านนั้นท่านนี้ถึงรู้แจ้งขนาดว่าชาติก่อนเราทำกรรมอะไรไว้บ้าง และรู้ว่าต้องแก้อย่างนี้ๆ ด้วย

แล้วจะให้เชื่อไหมเนี่ย!? ว่าที่ท่านๆ สอนกันน่ะ ท่านมีญาณวิเศษ หูทิพย์ตาทิพย์ จริง

และสามารถที่จะรู้และบอกได้ว่าบุคคลนั้นๆ เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดที่ไหน (รู้ที่เกิดเขา) และจะไปเกิดเป็นอะไร (ดิรัจฉาน มนุษย์ นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม)

โอ้โฮ...ถ้าคำพูดแบบนี้หลุดจากปากออกมาได้ ก็ต้องยกให้แล้วแหละ ว่าท่านเป็นผู้วิเศษ มีญาณวิเศษหรือมีอภิญญากันแล้วจริง

และขอถามหน่อยว่า ท่านๆ ที่สอนกันแบบนี้ “มีจริง” ไหม อ๊ะๆ ...ไม่ต้องตอบก็ได้นะครับ เพราะถ้าตอบว่าอาตมามี...ฉันมี มันก็ยุ่งกันอีกแหละ

แต่ ถ้าท่านๆ เป็นอรหันต์และมีอภิญญาจริงละก็ ผมเชื่อว่าท่านรู้และสามารถบอกได้จริง แต่ก็อย่าลืมว่าคนที่มีคุณวิเศษจริงๆ ในตัวจะไม่พูดเชิงโฆษณาให้คนรู้ไปทั่วอย่างที่เห็นกัน

เพราะการพูดแบบนั้นจะเป็นโอ้อวดไปสิไม่ว่า และดูมันเฉียดอุตริมนุสธรรมเลยแหละ

การอวดอุตริมนุสธรรม...หรือการอวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้สำหรับพระสาวกนั้น จริงๆ แล้ว ก็เพื่อป้องกันการหาประโยชน์ใส่ตนครับ

ยกตัวอย่างหลวงตาบอกหวยชาวบ้านแม่น...คิดดูว่าชาวบ้านจะใจดำไหม มันก็ต้องซื้อของไปถวายจนได้แหละ แล้วไปขอหวยหลวงตาอีกเป็นอย่างนี้

ยิ่งถ้าบอกว่าผู้นั้นผู้นี้ตายไปแล้วไปเกิดเป็นอะไรที่ไหนได้ ก็อาจเป็นช่องทางที่จะดูดทรัพย์จากคนที่มากไปด้วยโมหะได้ง่าย

ยกตัวอย่างพระวังคีสะ สมัยก่อนยังไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนา เป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษที่จะบอกได้ว่าญาติใครที่ตายไปแล้วจะไปเกิดที่ไหนด้วยการเคาะกะโหลกศีรษะของคนที่ตายแล้ว

มีความสามารถเช่นนี้ คนก็อยากรู้สิครับ ก็หากะโหลกศีรษะญาติไปให้ท่านเคาะ เพื่อต้องการอยากรู้ว่าญาติของตนไปเกิดที่ไหน

ปรากฏ วังคีสะเคาะอันไหนรู้หมดแต่พอพระพุทธเจ้าทดลองด้วยการเอาศีรษะของพระอรหันต์ให้เคาะ...ถึงกับมึน... บอกไม่ได้ว่าไปเกิดที่ไหน นั่นเพราะพระอรหันต์ท่านไม่ไปเกิดที่ไหนอีกแล้ว

ต้องระวังครับ การสอนเรื่องกรรมไม่ต้องโลดโผนขนาดนั้นหรอกครับ เพราะมันอาจจะกลายเป็นเรื่องเพ้อเจ้อไปได้

เพียงสอนให้เขาเชื่อในกรรม (การกระทำของตัวเอง) เชื่อในผลของกรรม (สิ่งที่ทำ) ก็น่าจะโอเคแล้ว และท่านรู้ไหมว่า ทุกวันนี้ชาวพุทธเราก็ยังไม่รู้จักความหมายของกรรมที่ถูกต้องเลย