ธรรมะเรื่อง หิมะในจานดิน

  • วันที่ 10 มิ.ย. 2555 เวลา 07:18 น.

ธรรมะเรื่อง หิมะในจานดิน

โดย...สมาน สุดโต

พระราชรัตนรังษี หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย เนปาล เล่าธรรมะเรื่องหิมะในจานดิน ในโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น (ปีที่ 16) วันที่ 8 มิ.ย. 2555 ท่ามกลางพนักงานซีพี นำโดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักด์ นักการเมืองนำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และชาวพุทธในวัยต่างๆ เต็มห้องประชุม

พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) นอกจากดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระธรรมทูตแล้ว ยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ตำบลคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ที่รัฐบาลไทยสร้างขึ้นเพื่อฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อ พ.ศ. 2500 ตามการเชื้อเชิญของรัฐบาลอินเดีย เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี สถานที่ประสูติ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดำเนินการสร้างวัดไทยเชตวันมหาวิหาร สร้างสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก ที่รักษาคนไข้ฟรี สร้างพุทธวิหาร 960 แดนสุขาวดี ชายแดนอินเดีย เนปาล สร้างวัดไทยกบิลพัสดุ์ เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย

และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร วุฒิปริญญาเอก ทางด้าน Ecological Ethic and Buddhism

งานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ท่านเป็นอย่างมาก นอกจากงานเขียนและงานก่อสร้างวัดในอินเดียแล้ว คือการเป็นต้นแบบบรรยายธรรมในแดนพุทธภูมิ คล้ายกับยกวัดมาบรรยายธรรมในรถบัส ทำให้ผู้แสวงบุญชาวไทยเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน 4 ตำบลที่ประเทศอินเดียชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง สื่อมวลชนในประเทศไทยที่ได้สัมผัสก็ยกย่องเสมอมา

ที่ท่านบรรยายให้ชาวพุทธฟังในโครงการเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น (ปีที่ 16) เรื่องหิมะในจานดินนั้น ท่านออกตัวเรื่องตั้งชื่อว่ารู้สึกว่ายาก เพราะตามปกติแล้วบรรยายโดยไม่มีหัวข้อ แต่เปิดเสรีให้ผู้ฟังตั้งเอาเอง ส่วนที่มีชื่อธรรมในจานดิน ที่บรรยายนั้นได้ตั้งชื่อตามหนังสือเล่มหนึ่งที่รวบรวมบทบรรยายที่ท่านบรรยายให้พระสงฆ์ฟัง

ส่วนการที่ท่านมาบรรยายวันนี้ แม้ว่าจะมีถิ่นพำนักในอินเดีย สืบเนื่องจากการเดินทางมาจากประเทศอินเดีย เพื่อประชุมพระธรรมทูตโลก ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย และประชุมร่วมกับชาวพุทธทั่วโลกที่มาประชุมวันวิสาขบูชาโลกที่หอประชุมใหญ่ องค์การสหประชาชาติ

นอกจากนั้นก็มาเพื่อขอบคุณญาติโยมชาวไทยที่ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์ลุมพินี สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติจากผู้บริหารลุมพินีให้เข้าไปบูรณะ ซึ่งคณะกรรมการบูรณะมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นสะพานบุญ เพราะลุมพินีนั้นทรุดโทรมมาก

ขณะนี้งานบูรณะลุมพินีคือทำทางเดิน ทำที่นั่งให้สวดมนต์ บูรณะรอบเสาหินพระเจ้าอโศก นอกจากนั้นก็ทำน้ำที่สระโบกขรณีให้บริสุทธิ์ ล้างหน้าได้ เพราะใช้หลักวิทยาศาสตร์ปรับปรุงคุณภาพน้ำ

คนทุกชาติเดินเข้าลุมพินีสบาย แต่คนไทยนอกจากสบายแล้วยังเดินได้เต็มเท้า เพราะเป็นผู้มีส่วนในการบูรณะ

เรื่องหิมะในจานดินนั้น ท่านอธิบายว่า จานดินคือดินแดนพุทธภูมิ ปลายของดินคือหิมะคลุมภูเขาหิมาลัย ในดินแดนนี้เป็นที่พระพุทธเจ้าสมัยเป็นพระโพธิสัตว์เลือกเป็นที่บำเพ็ญพรต บำเพ็ญบารมี มานานถึง 214 ชาติ

อีกความหมายหนึ่ง คือหิมะสีขาว เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ เป็นกลาง หมายถึงพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีแล้ว จนได้รับการคัดเลือกจากเทวสภาเพื่อให้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า

หิมะสีขาวคือองค์โพธิสัตว์ที่เกิดเป็นพระราชกุมาร เป็นมหาบุรุษ เป็นพุทธ และเป็นบรมศาสดาในที่สุด

ส่วนจานดิน หมายถึง พุทธภูมิ ที่เตรียมการรับฝ่าพระบาทของพระพุทธเจ้าในการประสูติ ณ ลุมพินีวันสถาน คิดดูให้ดีโลกนี้แสนใหญ่ แต่ทำไมดวงใจพระโพธิสัตว์จึงเลือกลุมพินีเป็นที่ประสูติ ที่กล่าวเช่นนี้แปลว่าจานดินที่ประสูติของพระพุทธเจ้าต้องเป็นแดนบริสุทธ์เท่านั้น

เคยถามว่าทำไมจึงประสูติที่นั่น คำตอบคือเป็นพระราชประสงค์ของพระโพธิสัตว์ (พระราชมารดา ต้องการเสด็จไปประสูติที่กรุงเทวทหะ เมืองของพระราชบิดาพระราชมารดา) เมื่อประสูติแล้วมีอภินิหาร ทรงดำเนิน 7 ก้าว เปล่งอาสภิวาจาว่าจะเป็นเลิศที่สุดในโลก และเพ่งพระจักษุทิพย์ไปทั่วทิศ

จักษุพระราชกุมาร จนกระทั่งตรัสรู้เป็นจักษุทิพย์ สามารถเห็นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ลืมตาก็เห็น หลับตาก็เห็นเพราะตาดี เห็นความเจริญตลอดเวลา ที่พระพุทธเจ้ามีจักษุดี มีคำอธิบายว่าเพราะพระจักษุพระพุทธเจ้านั้นเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา มองพระเทวทัต ที่คิดร้ายต่อพระองค์ กับมองพระราหุล ซึ่งเป็นพระราชโอรส มองด้วยสายตาที่เมตตาเท่าเทียมกัน

การมองทุกคนเป็นคนดี พระองค์จึงมีพระจักษุดี

ณ ตรงนี้ ท่านแนะนำให้ที่ประชุมรู้จักมอง คือมองข้ามความดี ความไม่ดี ทั้งหลายของคนอื่น เพื่อให้เห็นเท่าเทียมกัน ทำได้ดังนี้สังคมจะสงบสุข

พระราชรัตนรังษี ซึ่งเป็นพระนักพูด นักเทศน์ และวิทยากรลือชื่อ เล่าต่อว่า การประสูติของพระพุทธองค์ เพื่อระงับความโกลาหลของสรรพสัตว์ในโลก ที่หลงทิศ หลงทาง พระองค์ได้ทรงสอนไม่ให้หลงทิศ หลงทาง

ทิศที่ว่านี้หมายถึงทิศ 6 (ทิศเบื้องหน้า–บิดามารดา ทิศเบื้องขวา–ครูอาจารย์ ทิศเบื้องหลัง-บุตร ภรรยา ทิศเบื้องซ้าย-มิตร ทิศเบื้องต่ำ-บ่าว กรรมกร และทิศเบื้องบน-สมณะ พราหมณ์)

การไม่หลงทิศ สังคมต้องมองหาความดีในทิศทั้ง 6 ให้ได้ เราจึงเป็นผู้มีตาดี วิเศษ มองเห็นความดีในทิศทั้ง 6

ทางคือมรรคที่มีองค์ 8 ประกอบด้วย สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

การไม่หลงทาง แต่คิดชอบ ดำริชอบ พูดชอบ งานชอบ อาชีวะชอบ เพียรชอบ มีสติชอบ และสมาธิชอบ หากเราปฏิบัติตามหลักการนี้ เราจะไม่หลงทิศหลงทาง สามารถผ่านราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ และโมหัคคิ ไฟคือโมหะได้ อย่างแน่นอน

สุดท้ายท่านให้ทุกท่านยึดหลักแห่งความร่มเย็น หลักแห่งความเจริญ และหลักแห่งความสุข เป็นผู้ตื่น เบิกบาน นำความเจริญ เข้าสู่บ้านสู่เรือนของตน ตามหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมดังที่เป็นหิมะในจานดิน ที่ประกาศความขาว ความงดงามในแผ่นดินพุทธภูมินั่นแล

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ