อานิสงส์...แห่งการบูชารอยพระบาท (ตอน ๒)

  • วันที่ 26 เม.ย. 2555 เวลา 07:37 น.

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ทั้งนี้ เพราะสภาพจิตของสังคมที่เสื่อมถอยจากคุณธรรมคุณความดีเป็นปัจจัย และนี่คือความจริงของกฎแห่งธรรมชาติ ที่แสดงกฎแห่งกรรมให้ประจักษ์ ตามความสัมพันธ์ของนิยามแห่งจิต... พืชและอุตุ ที่ต่างเป็นปัจจัยสืบเนื่องซึ่งกันและกัน ตามกระบวนความสัมพันธ์ที่อ้างอิงกัน ที่เป็นไปตามสัจธรรมอันปรากฏมีอยู่ในธรรมชาตินี้ ดังที่กล่าวว่า สรรพธรรมทั้งหลายต้องเป็นไปเช่นนี้เอง

เมื่อเข้าใจถึงความจริงที่เห็นประจักษ์ตามที่กล่าว พุทธศาสนาได้สั่งสอนให้สัตว์มนุษย์ทั้งหลายตั้งอยู่บนความไม่ประมาท การเจริญสติ เพิ่มพูนปัญญา มั่นคงดำรงอยู่กับการกระทำความดีอย่างไม่หวั่นไหว ที่ถูกต้องตรงตามสัมมามรรค เพื่อสัมมาปฏิบัติ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ ... และยิ่งขึ้นในการกระทำ จนกว่าจะบรรลุผลการประกอบความดีในฤดูกาลที่เร่าร้อน เพื่อดับเหตุแห่งความเร่าร้อนที่แท้จริง จึงเป็นเรื่องที่ควรปฏิบัติ ... ดังที่กล่าวว่า ยิ่งทุกข์เท่าไหร่ ก็ต้องยิ่งเพิ่มกำลังปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์มากเท่านั้น มิใช่ ยิ่งทุกข์เท่าไหร่ ... ยิ่งเพิ่มกำลังให้ความทุกข์มากเท่านั้น ดังบาลีที่ว่า ทุกขทุกขตา แปลว่า ความทุกข์ที่สืบต่อจากความทุกข์ จึงยิ่งเพิ่มพูนความทุกข์ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น

ท่ามกลางความเร่าร้อน ... ความวุ่นวายของสังคมที่เริ่มอ่อนล้าจากคุณความดี เพราะการละทิ้งถิ่นฐานแดนศีลธรรม-จริยธรรม ก็ยังมีปรากฏอำนาจธรรมเพื่ออภิบาลรักษาสัตว์มนุษย์ผู้มีศีลธรรมอยู่บ้างในบ้านเมืองพุทธศาสนาของเรา ดุจเกาะเล็กๆ แต่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร กลางมหาสมุทรที่เวิ้งว้างมองไม่เห็นฝั่งไปทั่วทุกทิศ เพื่อสัตว์ที่มีโชควาสนาจะได้ตะเกียกตะกายขึ้นมาอาศัย ให้รอดพ้นภัยร้าย ไม่ว่าจากสัตว์ร้าย จากคลื่น หรือจากวังน้ำวน เพื่อสุจริตชนเหล่านั้นจะได้อาศัยแผ่นดินธรรมสืบเนื่องชีวิตต่อไปอย่างมีความสงบสุข เพื่อความมั่นคงในการทำความดีต่อไป โดยมีความเชื่อมั่นว่า ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมในทุกกาลสมัย

จึงไม่แปลกใดๆ เลยที่ปรากฏดินแดนธรรม ... เครื่องหมายแห่งธรรมขึ้น ท่ามกลางความเร่าร้อนในเมืองหลวง ที่ถูกก่อสุมให้ความร้อนปรากฏมากยิ่งขึ้น ทั้งโดยภายนอกและจากสภาพภายใน หมายถึง จากสภาพของสังคม สิ่งแวดล้อม และจากจิตใจของสัตว์มนุษย์ ที่เสื่อมถอยจากธรรมชาติและสัจธรรม ... ข่าวชิ้นหนึ่งจึงปรากฏเกิดขึ้นพร้อมรูปภาพที่แสดงเป็นหลักฐาน เมื่อต้นปี ๒๕๕๐ ว่ามีแท่นหินรอยพระบาทปรากฏขึ้นบริเวณสวนหย่อมด้านหน้าโรงแรมเอเชีย ริมถนนเขตราชเทวี กรุงเทพฯ และที่บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ โดยอ้างอิงบันทึกข้อมูลจากหนังสือรอยพระบาทของวัดท่าซุง ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ที่เขียนและรวบรวมโดย พระอาจารย์ชัยวัฒน์ อชิโต

เรื่องดังกล่าว คุณ ณ กาฬ เลาหะวิไลย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้เขียนบันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน ประกอบด้วยพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ โดยมีเนื้อความโดยย่อว่า ... “เมื่อวันที่ ๑๘ มิ.ย. คุณอารีย์ได้ไปกราบพระอาจารย์อารยะวังโสที่บ้าน พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ โดยถ่ายรูปพระบาทมงคลธรรมติดตัวไปด้วย พร้อมตั้งใจว่า ถ้าพระอาจารย์อารยะวังโสบอกว่าเป็นรอยพระบาท ก็น่าจะใช่ หลังจากกราบเรียนเรื่องให้ทราบ พระอาจารย์อารยะวังโส กล่าวว่า หากท่านยืนยันเป็นรอยพระพุทธบาท คุณอารีย์ก็อาจจะลังเลสงสัยอยู่ในใจเป็นวิจิกิจฉา และพุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ ท่านจึงจะพิสูจน์ให้โดยทำการอธิษฐานจิตในช่วงกลางคืน

พระอาจารย์อารยะวังโสสอบถามถึงสถานที่ ครั้งแรกเมื่อทราบว่าเป็นโรงแรม ท่านก็ปฏิเสธที่จะมา โดยกล่าวว่าเป็นที่อโคจร แต่หลังจากคุณอารีย์กราบเรียนว่า พระบาทมงคลธรรมอยู่นอกอาคารโรงแรม ไม่ได้เข้ามาภายใน ท่านจึงตกลงมาสงเคราะห์ให้ โดยกำหนดไว้วันที่ ๒๖ มิ.ย. เวลา ๐๒.๐๐ น.

วันนั้น พระอาจารย์อารยะวังโสมาถึงก่อนกำหนดในเวลา ๐๑.๓๐ น. และได้นำลูกศิษย์มาแค่ ๓-๔ คน โดยท่านห้ามไม่ให้มากันมาก และมีคุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นผู้ขับรถให้ท่าน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกฯ) ขณะเดียวกันคณะฝ่ายโรงแรมเอเชียก็มีมารอแค่ ๔ คน ประกอบด้วยคุณสุรพลและคุณอารีย์ คุณประยูร รูปกระต่าย และลูกน้องคุณสุรพลอีก ๑ คน โดยบริเวณสวนหย่อมหน้าโรงแรมปิดไฟทั้งหมดตามที่พระอาจารย์อารยะวังโสสั่งไว้”

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวอื่นๆ