ธรรมจักรบูชา-ธรรมยาตรา สู่มาฆบูชากึ่งพุทธกาล ณ ชมพูทวีป(จบ)

  • วันที่ 08 มี.ค. 2553 เวลา 20:31 น.

คนอินเดียให้ความชื่นชอบเรื่องธรรมยาตรากันมาก จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ลงข่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และออกโทรทัศน์กันตลอดทุกระยะทางที่เดิน

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส dhamma_araya@hotmail.com

ในครั้งนั้น ณ ลัฏฐิวันแห่งนี้ ได้เกิดพระอริยเจ้าตั้ง ๑๑๐,๐๐๐ และเกิดผู้ที่ถึงพระไตรสรณคมน์อีก ๑๐,๐๐๐ รวมเรียกว่า ๑๒ นหุต โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาธรรม อันมีมหานาราทสูตร และอริยสัจ ๔ ที่นี่ ยังให้เกิดพระอริยบุคคลชั้นต้นมากมาย ณ แผ่นดินแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า "เจเที่ยน"

ในคืนที่พวกเราไปพัก (๖ ก.พ. ๒๕๕๓) อากาศหนาวมาก สถานที่พักเป็นโรงเรียนเล็กๆ ในขณะที่ผู้เข้าพักมีจำนวนมาก รัฐบาลอินเดียจัดชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธ ๑ หมวด ไปรักษาการดูแลตลอดทางเพราะเคยมีพระเดินทางไปแล้วโดนปล้น เส้นทางที่เดินเป็นเส้นทางผ่านหมู่บ้านคนจน พระอินเดีย พระทิเบต ฯลฯ ก็นอนเรียงรายตามหน้าอาคาร แต่เขาก็อดทน เข้มแข็ง และมีความสุข พวกพระไทยคนไทยก็ได้นอนในห้องอาคารเรียนสะดวกสบายตามฐานะ ทั้งโรงเรียนมีห้องน้ำ ๒ ห้อง ต้อนรับผู้คนจำนวนมาก จึงไม่ต้องคิดว่าเกิดอะไรขึ้น

อนึ่ง จากการพิจารณาดูความจริงก็จะทราบว่า คนอินเดียให้ความชื่นชอบเรื่องธรรมยาตรากันมาก จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ลงข่าวตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และออกโทรทัศน์กันตลอดทุกระยะทางที่เดิน ดังที่เราเคยเห็นพวกฮินดูเดินตามถนนและเห็นเขาถอดรองเท้าเดินกันมากมาย เพื่อไปบูชาเทพเจ้าของเขา และนี่เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนาในกึ่งพุทธกาลที่จัดให้มี "ธรรมยาตรา"จากเจเที่ยนก็เดินทางต่อไปยังพระนครราชคฤห์ โดยนึกในใจว่า นี่เป็นเส้นทางเดินของพระพุทธเจ้าในอดีตจากลัฏฐิวันสู่เวฬุวันมหาวิหาร เป็นเส้นทางป่า ครั้งนี้ทำให้อาตมามองเห็นอาณาเขตของพระนครราชคฤห์ที่มีลักษณะเป็น Loop กว้างใหญ่คล้ายรูปตัวอะมีบา มีภูเขาสบภูเขาต่อกันตลอด แต่ละเทือกเขายาวเป็นสิบกว่ากิโลเมตร และภายใน Loop ที่กว้างใหญ่ไพศาลของภูเขาเหล่านั้น เป็นเมืองมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่เราเดินไม่ทั่วถึง เส้นทางจากลัฏฐิวันจนถึงตัวเมืองเวฬุวันนั้นไม่ต่ำกว่า ๑๐ กิโลเมตร ใจจริงอาตมาอยากถอดรองเท้าเดิน แต่พื้นเส้นทางก็เต็มไปด้วยหินและหนาม เดี๋ยวนี้เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านชาวป่าใช้ พอเดินไปได้พักหนึ่งรองเท้าของอาตมาก็ขาด อาตมาก็เลยถอดรองเท้าทิ้ง แล้วเดินเท้าเปล่านำทัพเหยียบหินและหนามไปจนเข้าสู่ตัวเมืองราชคฤห์ ท่านสีวลีเป็นพระผู้ใหญ่ของศรีลังกา พอเห็นอาตมาถอดรองเท้า ท่านก็เลยถอดเดินด้วย หนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ว่ากูรูจีถอดรองเท้าเดินนำธรรมยาตราเมื่อไปถึงที่หมาย เขาก็เตรียมการต้อนรับที่ถ้ำของพระเจ้าพิมพิสารโทรทัศน์มาทำรายงานข่าวออกไปทั่วอีกเช่นกัน

จากจุดพักที่ถ้ำสมบัติพระเจ้าพิมพิสาร ก็ออกเดินต่อไปสู่ภูเขาคิชฌกูฏเพื่อขึ้นรัตนคีรี เพื่อจะได้กราบสักการบูชาสันติสถูปที่ตั้งอยู่บนยอดเขา เดินในป่าก็หนักหนาแล้ว ยังมาเดินต่อบนถนนร้อนๆ แบบไม่ใส่รองเท้า อาตมาก็ห่วงเหมือนกันว่าเท้าเราคงยับเยินเพราะรู้สึกเจ็บมากแต่ก็ได้นำคณะขึ้นภูเขาคิชฌกูฏแบบไม่ต้องพักอาตมาเกือบเป็นลม ทุกคนหน้ามืดกันหมด เพราะเร่งเดินในขณะที่อากาศร้อน ปีนภูเขาสองลูกใหญ่ๆ จากคิชฌกูฏสู่รัตนคีรีอีกลูกหนึ่งซึ่งกลับลงมาเดินเท้าต่อเข้าเวฬุวันฯ คาดว่าอีกประมาณ ๘-๙ กิโลเมตร วัดเวฬุวันฯ ก็เปิดประตูต้อนรับ สิ่งที่เกิดขึ้นมีการทำข่าวไปทั่วชมพูทวีปประกาศศาสนกิจภายใต้การนำของพระสงฆ์ไทยที่เป็นForest Monk และตอนนี้ที่ราชคฤห์เปลี่ยนแปลงไปมาก รัฐบาลอินเดียที่เป็นฮินดูให้ความสนใจจัดสรรงบประมาณมาทุ่มปรับปรุงเวฬุวันฯเพื่อรองรับงานมาฆบูชาโลก ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ ๒๖-๒๘ ก.พ. นี้ถนนทางเดินภายในเวฬุวันฯ ถูกปรับเป็นถนนซีเมนต์ ในวันนี้อาตมามีกุฏิหลังแรกที่วัดเวฬุวันฯ เรียบร้อยแล้ว เป็นกุฏิหลังแรกที่บูชาพระคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธเจ้าในวัดเวฬุวันมหาวิหารแห่งนี้

สภาพในวันนี้วัดเวฬุวันฯ ของพระพุทธเจ้าได้ถูกปรับปรุงพัฒนาให้เกิดสภาพใหม่อย่างสวยงาม และที่สำคัญทางหน่วยงานราชการของอินเดียได้มาหารือว่า หากทางเรามีความประสงค์ เขาก็พร้อมจะทำเรื่องขอคืนพระพุทธรูปโบราณสมัยพระเจ้าอโศกจากพิพิธภัณฑ์กลับมาประดิษฐานที่เวฬุวันฯ โดยขอให้เราสร้างศาลาให้ ทางเราตอบตกลงด้วยความยินดี เพื่อบูชาสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทปาฏิโมกข์เป็นหนึ่งวิหาร มีพระพุทธรูปเก่าแก่มาประดิษฐานไว้ ดร.อุปสัมปทา กล่าวว่า "นับแต่ Forest MonkGuruji จากประเทศไทยมาพักอยู่ที่เวฬุวันฯ รัฐบาลของเขาได้ให้ความสำคัญกับตำบลเล็กๆ แห่งนี้ หันมาทุ่มเทพัฒนาการวัดเวฬุวันฯอย่างเข้มแข็งมากอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน"

จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลอินเดียได้ให้การสนับสนุนการจัดงานมาฆบูชาโลกที่จะมีขึ้นในครั้งนี้ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร นครราชคฤห์ (แคว้นมคธในอดีต) ในระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ ก.พ. ๒๕๕๓ จึงใคร่ของแจ้งข่าวสารสู่ศรัทธาชาวไทยสาธุชนทุกท่าน เพื่อร่วมอนุโมทนาสาธุการและมีส่วนร่วมในงานบุญดังกล่าว เพื่อการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป และหากพระสงฆ์ อุบาสก-อุบาสิกาคณะใดประสงค์ที่จะไปร่วมงานมาฆบูชา ณ วัดเวฬุวันฯ ในครั้งนี้ ก็สามารถติดต่อได้ที่ มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ถนนศรีอยุธยา หรือจดหมายเข้ามาที่ "ธรรมส่องโลก" ก็ได้ จึงขอจบการบอกกล่าวเล่าเรื่องเพื่อร่วมกันอนุโมทนาสาธุการ ณ บัดนี้

ขอเจริญพร

**ส่งคำถามหรือ แสดงความเห็นในเรื่องต่างๆได้ที่ คอลัมน์ธรรมส่องโลก หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ อาคารบางกอกโพสต์ 136 ถนน ณ ระนอง แยกสุนทรโกษา คลองเตย กทม. 10110 โทรสาร 02-671-3132

ข่าวอื่นๆ