เสียงวิพากษ์จากดร.กรวิภา กรณีภิกษุณีใน พระพุทธศาสนา (เถรวาท) อันควรรับฟัง (ตอนจบ)

  • วันที่ 07 มี.ค. 2555 เวลา 07:33 น.

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

มาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า พระพุทธเจ้าเองก็ทรงประทานอนุญาตให้เพิกถอนสิกขาบทได้ในบางข้อในอนาคตข้างหน้า ทั้งนี้ เพราะพระองค์ทรงมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่หลังจากถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระมหากัสสปะได้เรียกประชุมสงฆ์เพื่อทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก สงฆ์ไม่อาจสามารถตกลงกันได้ว่า ควรจะยกเลิกสิกขาบทข้อไหน เพราะเกรงจะกลายเป็นขี้ปากของชาวบ้านสมัยนั้น (ซึ่งปากร้ายและกล้าด่าพระ) และกล่าวโทษพระอานนท์ว่า ไม่ได้ถามพระพุทธเจ้าไว้ พระอานนท์จึงน้อมรับอาบัติทุกกฎเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้พระภิกษุเคารพในระเบียบวิธีในการปกครองสงฆ์

ซึ่งสงฆ์ไทยในปัจจุบันได้ยึดเอามติสงฆ์ ณ วันนี้เป็นหลัก จึงมิอาจให้เกิดมีภิกษุณีเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย แต่ในความเป็นจริง กุศโลบายที่พระมหากัสสปะให้พระอานนท์ยอมรับอาบัติทุกกฎ ก็เพื่อให้เป็นตัวอย่าง หรือเป็นแบบอย่างอันดีในการเคารพในระเบียบวิธีการปกครองสงฆ์เท่านั้น (ทั้งนี้ พระมหากัสสปะรู้ซึ้งในอัธยาศัยอันงามของพระอานนท์ดีอยู่แล้ว คือ เป็นบุคคลว่าง่าย) และมิได้หมายถึงว่า จะต้องให้ยึดมั่นในระเบียบสงฆ์ในวันนั้นตลอดกาลนาน กาลเวลา และยุคสมัยได้เปลี่ยนไป ระเบียบสงฆ์สามารถปรับเปลี่ยนไปได้บ้าง

อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็นอยู่เสมอๆ ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นอนิจจัง แต่สงฆ์ไทยกลับยึดมั่นในความเป็นนิจจัง ก็ดูแต่สิกขาบท ๒๒๗ ข้อสำหรับภิกษุ คณะสงฆ์ไทยกล้ารับประกันได้บ้างมั้ยว่า พระภิกษุไทยในปัจจุบันสามารถถือได้ครบถ้วน ถ้ากล้ารับประกัน กรณีบวชภิกษุณีก็เป็นอันตกไปทันที เอาแค่ข้อว่า ภิกษุไม่สามารถอาบน้ำได้ก่อน ๑๕ วัน โยมมั่นใจว่า ไม่มีประโยคไหนในพระวินัยปิฎกระบุว่า ยกเว้นพระภิกษุในประเทศร้อนชื้นสามารถอาบน้ำได้ทุกวัน เพราะสมัยนั้นยังไม่มีพระภิกษุในภูมิประเทศแถบนี้ และในวันมหาสังคายนานั้น พระมหากัสสปะก็มิได้ปรับเปลี่ยนพระวินัยแม้แต่ข้อเดียว

ดังนั้น ในหนังสือนวโกวาทระบุว่า อาบได้ทุกวันนั้น สงฆ์ไทยได้บัญญัติขึ้นมาเองใช่หรือไม่ นี่แสดงว่า สงฆ์ไทยก็มิได้ยึดระเบียบวินัยสงฆ์ในวันมหาสังคายนาเลย แต่การบวชภิกษุณีกลับยึดมั่น ไม่ยอมปรับเปลี่ยน หรือดูการบิณฑบาตของพระภิกษุในยุคปัจจุบัน ต้องมีฆราวาสเดินตามคอยหยิบถุงอาหารออกจากบาตร นี่มันก็ผิดในสายตาชาวบ้านเห็นๆ จริยาวัตรเช่นนี้งดงามหรือ?

ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่กล่าวโทษพระอานนท์ โดยปกติผู้หญิงก็มีเรื่องจู้จี้จุกจิกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ควรเอาจุดนี้มาเป็นสาเหตุหลัก หรือจะกล่าวหาว่า มีผู้หญิงอยู่ในวัดด้วย จะทำให้ภิกษุไม่มีกะจิตกะใจรักษาศีล อันนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคล บุคคลเมื่อคิดจะออกบวชควรมีปณิธานที่แน่วแน่ เมื่อมีปณิธานที่แน่วแน่ ต่อให้มีผู้หญิงเข้ามารักมาหลง บุคคลนั้นก็ต้องพยายามรักษาจิตใจของตัวเองนั้น ไม่ให้หวั่นไหว ถ้าเกิดหวั่นไหวขึ้นมา จะไปกล่าวโทษผู้อื่นอย่างไรได้

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนให้กล่าวโทษผู้อื่น ป่วยการจะไปสนใจภิกษุประเภทนี้ ที่พูดได้อย่างนี้ก็อาจโดนกล่าวหาว่า ก็เพราะโยมยังไม่เคยมีความรักนะสิ จึงพูดได้ อันที่จริงโยมฝ่าด่านนี้มาด้วยความยากลำบากมาก ต้องคอยเตือนตัวเองทุกวันไป ทำผิดไปครั้งเดียว ต้องกลับมาเกิดใหม่อีกนะ ถ้าเราหมั่นตั้งสติไว้ที่ลมหายใจเข้าออกตลอดเวลาที่นึกได้ คอยเฝ้าระวังจิตใจของเราเอง เราย่อมรู้เท่าทันกิเลส และสามารถเอาชนะมันได้ในที่สุด

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล สอนไว้สั้นๆ คำเดียว คือ “อยู่กับรู้” กิเลสนี่ไม่ใช่ตัดได้นะ แต่เราต้องรู้เท่าทัน และเอาชนะมันต่างหาก โยมเป็นผู้หญิงปกติ ดังนั้น โยมเขียนโดยปราศจากอคติ ไม่มีภิกษุณี ปัญหาภายในของสงฆ์ก็มีมากโดยปกติ อย่าได้กล่าวอ้างการมีผู้หญิงเพิ่มเข้ามาเลย ปัญหามันอยู่ที่การไม่เข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นต่างหาก และไม่รู้เป้าหมายที่แน่ชัดของตัวเอง จึงมิได้ขวนขวายเรียนรู้ในคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือไม่ก็มองข้ามภาคปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถใช้แก้ปัญหาและรู้เท่าทันกิเลสได้จริง...

สุตาวุธ (นามปากกา)

สุภาพสตรี

 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ