การเติบโตจิตใจ..รู้คิด..รู้เข้าใจ

วันที่ 12 ก.พ. 2555 เวลา 09:46 น.
วัยเด็กที่เราทุกคนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หัวข้อหนึ่งในวิชานี้ คือ สมการ ดังเช่น X+5 = 23 หรือ 3Y = 15

เป็นหัวข้อที่หลายคนเครียด กังวล บางคนอาจสนุกกับความแปลกและปริศนาของโจทย์ดังกล่าว สิ่งที่ผู้เขียนเอาตัวรอดกับโจทย์สมการแบบนี้ คือ การพยายามจดจำวิธีแก้โจทย์เพื่อค้นหาคำตอบ ด้วยการย้ายข้างตัวเลขและเปลี่ยนเครื่องหมายบวก ลบ คูณ หาร ให้เป็นตรงข้ามในอีกข้างหนึ่ง เพื่อให้เหลือตัวแปรตัวเดียว คำตอบก็จะออกมา อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ตอบคำถามตนเองไม่ได้ว่า โจทย์สมการแบบนี้จะนำไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร ในชีวิตจริงตัวแปร x หรือ y คืออะไร คุณครูสอนอะไรก็ทำตามนั้น ประสบการณ์ที่มีต่อคณิตศาสตร์ คือ การพยายามทำความเข้าใจ ทำแบบฝึกหัดให้มากๆ สิ่งที่ได้ตามมาโดยอาจไม่รู้ตัว คือ ทักษะทางคณิตศาสตร์และวิธีการคิดแบบตรรกะ เหตุผล

ทักษะเป็นความรู้ที่เกิดจากการสั่งสมความเชี่ยวชาญ กลายเป็นประสบการณ์ที่อยู่ในตัวเรา เหมือนนักกีฬาที่ฝึกซ้อมมากจนมีพละกำลังและความเชี่ยวชาญในกีฬานั้นๆ คณิตศาสตร์ก็ให้ทักษะวิธีการคิดในเชิงเหตุผล ความสมดุล รวมถึงทักษะการคิดเชิงกระบวนการ เราไม่สามารถได้คำตอบคณิตศาสตร์โดยไม่ผ่านกระบวนการค้นหาคำตอบ จากโจทย์คณิตศาสตร์ วัยเด็ก วัยรุ่น เป็นช่วงผ่านวัยที่เราทุกคนต่างเปลี่ยนผ่าน และพบพานประสบการณ์ชีวิตทั้งบวกและลบ ประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้สั่งสมกลายเป็นความเชี่ยวชาญ ทักษะประจำตัวในการดำเนินชีวิต และการทำอาชีพการงาน ช่วงขณะของการเรียนรู้ สติปัญญาก็ค่อยๆ งอกเงยและเพิ่มพูนผ่านความสามารถในการคิดนึกที่มีอยู่ในตัวเรา ทั้งการคิดเชื่อมโยง คิดเปรียบเทียบ รวมไปถึงการคิดนอกกรอบ หรือคิดจากมุมมองที่แปลก แตกต่างออกไป

จากโจทย์คณิตศาสตร์ตัวอย่างข้างต้น หากเราเริ่มต้นด้วยคำถามทำนองว่า “ครูมีปากกากี่ด้ามไม่บอก แต่ถ้าครูเอาปากกาของครูรวมกับปากกาอีก 5 ด้าม จะได้รวมกัน 23 ด้าม ลองทายว่าครูมีกี่ด้าม” โจทย์ปริศนานี้ผู้เขียนรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าค้นหาคำตอบ และดูเชื่อมโยงกับเรื่องราวชีวิตจริงมากขึ้น แตกต่างจากโจทย์สมการเริ่มแรกที่มีตัวแปร ตัวเลขที่ดูออกแห้งแล้ง ไร้เรื่องราว ไร้ความรู้สึก

นี่คือตัวอย่างของแนวทางพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ผ่านการศึกษาวิจัยค้นคว้า กลายเป็นแนวทางองค์ความรู้ที่พบว่ากระตุ้นคุณภาพการเรียนคณิตศาสตร์ของเด็กนักเรียนมากขึ้น องค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิธีคิดทางคณิตศาสตร์ ตัวอย่างที่สะท้อนความสำคัญของการพัฒนาวิธีการคิดในฐานะเครื่องมือที่เราทุกคนใช้ในการดำเนินชีวิต เผชิญและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว เพราะหากวิธีคิดของเราไม่สอดคล้องกับปัญหา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นั่นหมายถึงเรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่อาจทำลายชีวิตและคุณภาพชีวิตเราได้

สังคมที่เคลื่อนตัวไป ตัวเรา ชุมชน สังคม ประเทศ กำลังปะทะกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทั้งจากกระแสการบริโภคนิยม พลังรุนแรงจากกระแสเครือข่ายทางสังคมในโลกออนไลน์ ภัยคุกคามและความเสียหายภัยพิบัติทางธรรมชาติ สำนึกการรู้คิดที่มีคุณภาพเป็นงานสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นต้องตระเตรียมเพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงข้างต้น และนับว่ามีความรุนแรงมากขึ้น สำนึกของการรู้คิดจึงมีมิติเชิงคุณภาพที่ประกอบด้วยจิตคิดนึกในเชิงความเชี่ยวชาญ ความสร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงประสานสังเคราะห์

จิตเชี่ยวชาญ หมายถึง คุณภาพจิตใจที่มีความรู้ความเข้าใจ ผ่านการฝึกฝน อบรมบ่มเพาะ คุณภาพจิตเช่นนี้ต้องอาศัยสมาธิ ความจดจ่อ ตั้งใจ ใส่ใจในการเรียนรู้ ทุ่มเทเพื่อสร้างความชำนาญ ดังเช่นวิชาการต่างๆ ที่เราเล่าเรียน ประสบการณ์ที่ผู้เขียนทดลองทำอาหารด้วยการทอด ทดลองทำก็พบกระบวนการภายในที่เกิดขึ้น เริ่มจากการสังเกต ใส่ใจ จดจ่อและทำต่อเนื่อง ก็ค่อยๆ พบประสบการณ์บางอย่างถึงจังหวะการทอด ระดับความร้อนที่พอเหมาะพอควร ช่วงเวลาของการทอด และที่น่าสนใจ คือ ความเพลิดเพลินและสนุกกับการงาน ตัวอย่างการเล่นว่าวก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยจิตเชี่ยวชาญ

จิตสังเคราะห์ คือ คุณภาพของจิตที่มีคุณสมบัติของจิตเชี่ยวชาญอยู่ในตัว และพร้อมพัฒนางอกเงยต่อไป เป็นคุณภาพจิตที่สามารถรับรู้หรือทำความเข้าใจเรื่องราวในระดับภาพรวม ซึ่งหมายถึงการมีคุณภาพในเชิงเปิดรับ เปรียบเทียบ แยกแยะ เปรียบเหมือนไฟฉายที่สามารถสอดส่อง ตรวจตราสิ่งที่สนใจ และสามารถจดจ่อในบางจุด บางประเด็นที่สำคัญ และหากคุณภาพจิตมีความแหลมคม จิตสังเคราะห์นี้ก็มีคุณภาพเหมือนแสงเลเซอร์ในการตัด คัดสรรความคิด ความรู้บางอย่างจากข้อมูลมากมาย หลากหลายที่มีอยู่ สังเคราะห์เป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา

จิตสร้างสรรค์ คือ คุณภาพจิตที่เติบโตสืบเนื่องกับจิตสังเคราะห์และจิตเชี่ยวชาญ โดยมีคุณสมบัติของศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ ปัญญาชนที่รักการเรียนรู้ ค้นคว้า กล้าคิดกล้าทำ และยินดีเสี่ยงเพื่อทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากสิ่งเดิมๆ โดยอาจอาศัยแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

คุณภาพจิตทั้งสามนี้เป็นคุณภาพของจิตใจที่รู้คิดนึก และจำเป็นต้องพัฒนาฝึกฝนเสมอ สำนึกเรื่องการรับรู้และเข้าใจในเรื่องราวรอบตัว เช่น ปัญหาความยากจน ความทุกข์ ความสุขในชีวิตว่าเกิดจากอะไร แก้ไขอย่างไร รวมถึงปัญหารอบตัวตั้งแต่การบริหารจัดการด้านการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ต้องอาศัยจิตคุณภาพทั้งสามและการพัฒนา เตรียมพร้อมคุณภาพจิตทั้งสามในตัวเราก็คือ ส่วนหนึ่งของความไม่ประมาทในชีวิต