จักกวัตติธรรมหลักธรรมนำสังคมสู่สันติ (ตอน ๖)

วันที่ 14 ต.ค. 2554 เวลา 08:13 น.
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : กราบเรียน พระอาจารย์อารยะวังโส...

ตามที่มีการเจริญพระพุทธมนต์ สวดพระปริตร อธิษฐานจิตเพื่อแผ่นดินไทย ครั้งที่ ๓๒ เมื่อวันที่ ๒ ต.ค. ๒๕๕๔ ณ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา มีสาธุชนมาร่วมงาน ประกอบศาสนกิจกันมากมาย ด้วยความศรัทธายิ่ง

ในงานครั้งนี้ พระอาจารย์ได้แสดงธรรมที่เป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมไทยมาก โดยเฉพาะผู้ปกครองบ้านเมือง นักการเมือง และรัฐบาล ควรจะได้มีส่วนรับฟังเพื่อเป็นอนุสติในการดำเนินชีวิต บริหารจัดการปกครองสังคมเพื่อประโยชน์และความสุขของสังคม...

จึงใคร่ขอความกรุณาช่วยสรุปธรรมเรื่องดังกล่าวที่ชื่อว่า “จักกวัตติธรรม” ลงตีพิมพ์ใน “ธรรมส่องโลก” จะเป็นประโยชน์กับสาธุชน ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะได้เรียนรู้ในหลักธรรมดังกล่าว เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ที่ต้องสัมพันธ์กับภาคสังคมโดยรวม...

กราบเรียนมาด้วยความเคารพ

คณะศรัทธาวัดพระแก้วฯ

(รจนา วานิช)

วิสัชนา : ที่เรียกว่า จักกวัตติธรรม ดังที่กล่าวมา ดังนั้น สังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยที่มีผู้นำประเทศ ผู้ปกครองแผ่นดินที่มั่นคงโดยธรรม จึงมีความเข้มแข็ง มีความเจริญ ก้าวหน้านำพาสังคมรอดพ้นวิกฤตการณ์ทั้งปวงได้ ด้วยการประพฤติโดยธรรมอันถูกต้อง สมควรแก่ธรรม...เช่นเดียวกัน ไม่ว่าในกาลใดยุคสมัยใด ถ้าผู้นำในสังคมเสื่อมต่อศีล เสื่อมต่อธรรม สิ่งที่จะปรากฏเกิดขึ้น ก็คือ ความหายนะ อธรรมย่อมครองแผ่นดิน ธรรมะย่อมถดถอย เพราะชนชั้นผู้ปกครองแผ่นดินไม่เข้มแข็งพอที่จะรักษาธรรมะให้คงอยู่ได้ ปล่อยปละละเลยให้อธรรมทั้งหลายเติบโตและประพฤติในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร จนรุกรานสังคมบ้านเมืองให้เกิดความวุ่นวาย จนเสียซึ่งคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ ด้วยเหตุเพราะชนชั้นผู้ปกครองหรือผู้นำในแผ่นดิน ประพฤติปฏิบัติตนอย่าง “อธรรม” คือ ไร้ศีลธรรม สังคมประเทศจึงไร้ความสงบสุขด้วยภัย ภัยที่เกิดขึ้นจากทั้งมนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติ ดังปรากฏให้เห็นในสังคมโลกปัจจุบัน...

หลักจักกวัตติธรรมดังกล่าวนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง หากสาธุชนพิจารณาโดยแยบคายก็จะทราบว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี มีศีลมีธรรม พึ่งธรรม อาศัยธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์สัตว์ทั้งหลาย และไม่ยอมให้อธรรมคนพาลกระทำย่ำยีต่อคนดีทั้งปวง สังคมก็ย่อมมีความสุขปกติ มีความรุ่งเรืองเจริญ อำนาจแห่งรัตนะทั้ง ๗ ... ความเป็นมงคลแห่งแผ่นดินอันนำไปสู่ความสงบสุขร่มเย็นก็ย่อมเกิดขึ้น ดุจการปรากฏอำนาจแห่งรัตนะทั้งเจ็ดของพระมหาจักรพรรดิ

ดังนั้น จึงมีการถือสืบเนื่องวัตรแห่งพระมหาจักรพรรดิอันเป็นธรรมที่พระมหาราชาทั้งหลายพึงสดับเพื่อถือปฏิบัติดังกล่าว จึงได้มีมาตลอด จนเป็นราชประเพณีทุกกาลที่สืบเนื่องในวัตรแห่งจักรพรรดิของผู้ปกครองแผ่นดิน อำนาจรัตนะทั้ง ๗ ยังปรากฏสมบูรณ์ ไม่ว่าพระเจ้าจักรพรรดิองค์ที่ ๒ องค์ที่ ๓ องค์ที่ ๔ องค์ที่ ๖ องค์ที่ ๖ และองค์ที่ ๗ ก็ได้ถือปฏิบัติในจักกวัตติธรรม เพื่อความสำเร็จเป็นพระมหาจักรพรรดิและเมื่อถึงเวลาอันเหมาะควรก็ได้ออกผนวช มอบสมบัติแต่พระโอรส แม้จักรแก้วหรือรัตนะทั้งเจ็ดได้อันตรธานหายไปตามบารมีของพระองค์ แต่องค์ต่อไปก็ได้รับคำแนะนำในวัตรแห่งความเป็นพระจักรพรรดิ ให้สามารถอาศัยธรรม ให้ความสักการะเคารพธรรม ให้ความคุ้มครองอันเป็นธรรมแห่งมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่ยอมให้ผู้ทำอธรรมเป็นไปในแว่นแคว้น รู้จักแบ่งทรัพย์ให้กับคนยากจน สร้างอาชีพให้กับคนในขั้นพื้นฐานทั้งหลาย และสำคัญยิ่งคือ รู้จักการประพฤติตนให้บริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลาในการเรียนรู้ให้เกิดสติปัญญา จึงทำให้ยังปรากฏอำนาจแห่งจักรแก้ว และรัตนะต่างๆ ที่แสดงถึงฐานะความเป็นพระมหาจักรพรรดิยังสมบูรณ์ ไม่เสื่อมคลายไปไหน...

ความรุ่งเรืองจึงมีให้ปรากฏ แม้ในพระราชาองค์ต่อๆ มา ซึ่งถือปฏิบัติตามแบบแผนในจักกวัตติธรรมอย่างเคร่งครัด ต่อมาเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในองค์ที่เป็นผู้นำของแผ่นดิน ตามปรากฏเรื่องจากพระสูตรกล่าวว่า

อ่านต่อฉบับวันจันทร์