ธรรมะสำหรับราคะจริต

วันที่ 02 ต.ค. 2554 เวลา 08:54 น.
ตั้งแต่คราวก่อนโน้น MQ ได้ตั้งใจไว้ว่าจะนำเสนอธรรมะสำหรับจริตต่างๆ

โดย..คุณสลิล 

โดยเอาแนวทางมาจากที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดเทวดา เนื่องด้วย “มหาสมัยสูตร” อันซึ่งทรงแสดงพระสูตรประกอบอีกหลายสูตร โดยที่สำคัญยิ่งคือ ทรงแสดงธรรมให้เทวดาแต่ละจริตฟัง เทวดาก็มีจริตหลักๆ 6 จริตเหมือนมนุษย์เรา วันนี้ MQ จะนำธรรมะที่ทรงแสดงเพื่อเทวดาราคะจริตมาคุยกัน

ในการแสดงธรรมครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงเนรมิตพุทธนิมิต คือ เนรมิตรูปเหมือนพระพุทธองค์เอง เป็นผู้ถามคำถาม และพระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามนั้นๆ เอง เมื่อเทวดาและพรหมได้ฟังธรรม โดยเฉพาะที่เหมาะกับจริตของตนๆ ก็ได้บรรลุมรรคผล มากมายนับไม่ถ้วน

พระสูตรที่ทรงแสดงสำหรับเทวดาราคะจริต คือ “สัมมาปริพพาชนิยสูตร”

ซึ่งมีใจความสรุปว่า คำถามคือ “การเว้นรอบโดยชอบในโลกนั้นทำอย่างไร” อธิบายก่อนว่า การเว้นรอบโดยชอบในโลกนั้น หมายถึง การไม่พัวพันด้วยโลก การล่วงโลกไปได้ ซึ่งก็คือการไม่พัวพันด้วยกิเลสตัณหา การพ้นจากกิเลสตัณหา

คำตอบนั้นยาวทีเดียว ขอกล่าวสรุปคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสตอบ ได้ดังนี้

ถอนความ (ยึด) ถือ ความเกิด ความฝัน และลักษณะว่าเป็นมงคลขึ้นได้แล้ว ละมงคลอันเป็นโทษ

ละความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ และที่เป็นของทิพย์ (คือ ไม่ใช่รักษาศีลปฏิบัติธรรม แต่เป็นไปเพื่อปรารถนาจะไปเกิดเป็นเทวดา เพราะมีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ดีเลิศกว่า แต่ต้องละความติดใจในกามทั้งหมด)

กำจัดคำส่อเสียด ละความโกรธ ความตระหนี่ ละทั้งความยินดีและยินร้าย

ละสัตว์และสังขาร (เช่น ทรัพย์สมบัติต่างๆ) อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ไม่ปรารถนาในภพไหนๆ

กำจัดความพอใจในการยึดถือทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดทั้งหลาย

ละการประพฤติบาปอกุศลทางวาจาใจและการงานอันเป็นโทษ ปรารถนานิพพาน

ไม่ยึดถือว่าเป็นเรา แม้ถูกด่าก็ไม่ผูกโกรธ ไม่ประมาทมัวเมาในอาหาร

งดเว้นการตัดและการจองจำสัตว์อื่น ละความโลภและภพ ข้ามพ้นความสงสัย

รู้แจ้งการปฏิบัติอันสมควรแก่ตน รู้แจ้งธรรมตามความจริง

ไม่มีกิเลส ไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา ละมานะ ก้าวล่วงธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้ ฝึกตน ดับกิเลสได้แล้ว

มีศรัทธา ได้ฟังธรรม เห็นทาง (มรรค) ที่นำสู่การหลุดพ้น

ก้าวล่วงความกำหนดว่า เรา ว่าของเรา มีปัญญาบริสุทธิ์ ก้าวล่วงกาล คือ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรค มีความชำนาญในธรรม ถึงนิพพานไม่มีความหวั่นไหว

ผู้เขียนต้องกราบขออภัยหากเก็บเนื้อหาได้ไม่ครบถ้วนจากพุทธพจน์ อย่างไรก็ตาม อรรถกถาท่านอธิบายไว้น่าสนใจตั้งแต่ข้อแรก

เรื่องละการยึดถือความเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ ที่ถือว่าเป็นมงคล เป็นอวมงคลต่างๆ เช่น เกิดมีดาวหาง ดาวตก จะมีผลอย่างนี้ๆ หรือการถือความฝัน ว่าฝันอย่างนี้แปลอย่างโน้น การทายลักษณะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่คนทั้งหลายเชื่อว่าเป็นมงคล เป็นต้น

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พึงละมงคลของชาวโลกเหล่านี้ ซึ่งไม่ใช่มงคลที่แท้จริง เช่น บางที่ว่าสิ่งนี้ดี อีกที่กลับว่าไม่ดี หรือเป็นการยึดถือการเชื่อไม่มีเหตุผลที่เป็นจริงตามธรรมชาติ ตามธรรม ทรงแสดงให้เห็นว่า มงคลอื่นนอกจากมงคล 38 ที่ทรงแสดงไว้ นอกนั้นเป็นมงคลอันเป็นโทษ ไม่ควรยึดถือ ย่อมไม่ให้ความบริสุทธิ์ด้วยมงคลเหล่านั้น

จริงหรือไม่ที่ผู้ที่เป็นราคะจริตชอบยึดถือสิ่งมงคลให้โชคให้ลาภ ปัจจุบันเห็นได้ทั่วไปเวลาเกิดสิ่งแปลกๆ หลายคนแห่กันไปกราบไหว้ขอโชคลาภขอเลขเด็ดๆ แบบนี้น่าจะเข้าข่ายราคะจริต

ว่าไปแล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงได้ถูกใจ ตรงกิเลส ของชาวราคะจริต ตั้งแต่ข้อแรกเลย ฟังแล้วเทวดาเขาบรรลุกันมากมาย...