
ปม “ริบดาบ” ประธาน กมธ. ใครมีสิทธิเปิดวาระตรวจสอบรัฐบาล
กมธ.กฎหมายฯ ลงมติ 8–0 ไม่รับแนวปฏิบัติที่ให้ขอมติก่อนบรรจุวาระหรือเรียกข้อมูล เตรียมเชิญประธานสภาฯ ชี้แจงฐานอำนาจ หลังฝ่ายเลขานุการยืนยันว่าเป็นข้อแนะนำ
KEY
POINTS
- แนวปฏิบัติจากวงหารือประธาน กมธ. 35 คณะ ให้ประธานแต่ละคณะขอมติที่ประชุมก่อนบรรจุวาระ ออกหนังสือเรียกบุคคล หรือขอเอกสาร
- ฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมากใน กมธ. เกือบทุกคณะ หากใช้แนวทางนี้ เสียงข้างมากจะมีบทบาทชี้ขาดว่าเรื่องใดจะเข้าสู่การตรวจสอบ
- กมธ.การกฎหมายฯ มีมติเอกฉันท์ไม่รับแนวทางดังกล่าว และเตรียมตรวจสอบว่าใครมีอำนาจออกเอกสาร รวมถึงฝ่ายเลขานุการต้องปฏิบัติตามหรือไม่
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน แถลงที่รัฐสภาว่า ที่ประชุมมีมติ 8–0 ไม่รับแนวปฏิบัติที่ให้ประธาน กมธ. ขอมติก่อนบรรจุวาระหรือออกหนังสือเรียกบุคคลและเอกสาร พร้อมเตรียมเชิญนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มาชี้แจงว่าอาศัยอำนาจใดในการออกแนวทางดังกล่าว
ข้อถกเถียงอยู่ที่ว่า ใครมีสิทธิตัดสินใจให้การตรวจสอบเริ่มต้นขึ้น เพราะที่นั่งใน กมธ. สามัญทั้ง 35 คณะ จัดสรรตามสัดส่วน สส. ในสภา ฝ่ายรัฐบาลจึงครองเสียงข้างมากในเกือบทุกคณะ แม้บางคณะจะมี สส. ฝ่ายค้านเป็นประธาน หากต้องลงมติก่อนนำเรื่องเข้าวาระ เสียงข้างมากย่อมมีอำนาจตัดสินตั้งแต่ขั้นที่กรรมาธิการยังไม่ได้ฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง
ที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯ บรรจุเรื่องและลงนามในหนังสือเรียกโดยไม่ขอมติล่วงหน้า ตัวอย่างคือการเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเบาะแสทุจริตสอบท้องถิ่น และการเรียกนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ AI พาสปอร์ต ทั้งสองกรณีสะท้อนบทบาทของประธานในการนำข้อสงสัยเข้าสู่กระบวนการรวบรวมข้อมูล
ต่อมา ที่ประชุมประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ ซึ่งนายโสภณเป็นประธาน มีมติเสียงข้างมากให้ออกแนวปฏิบัติที่กำหนดให้ทั้งการบรรจุวาระและการออกหนังสือเรียกต้องผ่านความเห็นชอบของ กมธ. แต่ละคณะก่อน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าเงื่อนไขนี้ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้กรรมาธิการถ่วงดุลฝ่ายบริหาร เพราะกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาลสามารถใช้เสียงข้างมากปัดตกเรื่องที่กระทบรัฐบาลได้
อย่างไรก็ดี ผลของแนวปฏิบัติยังเป็นข้อโต้แย้ง นายรังสิมันต์ระบุว่า เมื่อ กมธ.การกฎหมายฯ หยิบเรื่องนี้ขึ้นหารือในวาระเรื่องอื่น ๆ ฝ่ายเลขานุการและผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงข้อแนะนำ ไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย และยังตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารความยาว 2–3 หน้า ไม่มีลายมือชื่อประธานสภาฯ และไม่ระบุบทกฎหมายที่ให้อำนาจ
ประเด็นที่ยังค้างอยู่จึงเป็นผลในทางปฏิบัติ หากฝ่ายเลขานุการต้องรอมติที่ประชุมก่อนดำเนินการตามหนังสือของประธาน แม้เอกสารจะมีสถานะเป็นข้อแนะนำ การเรียกข้อมูลก็อาจต้องรอเสียงเห็นชอบจากกรรมาธิการอยู่ดี ข้อสงสัยนี้เป็นเหตุให้ กมธ.การกฎหมายฯ มีมติให้นำเรื่องเข้าพิจารณาอย่างเป็นทางการ
นายรังสิมันต์ยืนยันว่า ระหว่างนี้ กมธ.การกฎหมายฯ จะทำงานตามข้อบังคับสภาฯ เช่นเดิม และคาดว่าจะบรรจุเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนในช่วงบ่ายวันพฤหัสบดีถัดไป เพื่อให้ประธานสภาฯ ชี้แจงฐานอำนาจและตรวจสอบให้ชัดว่าแนวปฏิบัติมีผลต่อการทำงานของฝ่ายเลขานุการเพียงใด.







