
ข้อพิพาท สตง.-ไทยพีบีเอส จุดทดสอบความโปร่งใส องค์กรตรวจสอบ
ข้อสงสัยเรื่องการตรวจสอบไทยพีบีเอส และคดีตึก สตง. ถล่ม ทำให้สังคมจับตาความโปร่งใสขององค์กรตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมเรียกร้องมาตรฐานตรวจสอบที่เปิดเผยและเป็นธรรม
KEY
POINTS
- สตง. ตรวจสอบการใช้เงินของไทยพีบีเอส ขณะเดียวกันสังคมตั้งคำถามถึงการจัดซื้อของ สตง. และความคืบหน้าคดีอาคารถล่ม
- คดีมีผู้เกี่ยวข้องกว่า 70 ราย แต่ผู้ร่วมสนทนามีความเห็นต่างกันเรื่องการดำเนินคดีวงกว้างกับการพุ่งเป้าผู้สั่งการและผู้รับประโยชน์
- ข้อมูลในบทสนทนาระบุว่า การจัดซื้อแบบเฉพาะเจาะจงมีสัดส่วน 97.5% จึงเสนอให้เปิดข้อมูล ปรับกติกา และวางมาตรฐานตรวจสอบให้ชัดเจน
ข้อพิพาทระหว่างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กับไทยพีบีเอส กลายเป็นคำถามต่อมาตรฐานของทั้งสององค์กร เมื่อ สตง. ตรวจสอบการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและการจัดซื้อของไทยพีบีเอส แต่สังคมย้อนถามถึงการจัดซื้อครุภัณฑ์ของ สตง. เอง รวมถึงความคืบหน้าและความรับผิดชอบในคดีอาคารสำนักงาน สตง. ถล่ม
ประเด็นเหล่านี้ถูกอภิปรายโดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เนื้อหาชี้ว่า สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น แต่ต้องแสดงให้เห็นด้วยว่ากลไกตรวจสอบและการใช้จ่ายภายในองค์กรเปิดเผยต่อสาธารณะเพียงใด
สตง. ตั้งคำถามต่อไทยพีบีเอส เรื่องการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรที่อาจไม่มีระเบียบรองรับชัดเจน ตลอดจนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ขณะเดียวกัน สื่อและสังคมตั้งคำถามกลับ เรื่องการจัดซื้อครุภัณฑ์ โดยยกกรณีเก้าอี้ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินราคากว่า 90,000 บาท รวมถึงความคุ้มค่าของงบประมาณและความคืบหน้าคดีตึกถล่ม
คดีตึกถล่ม: ดำเนินคดีวงกว้างหรือค้นหาตัวการ
คดีอาคาร สตง. ถล่ม มีผู้ถูกดำเนินคดีกว่า 70 ราย ครอบคลุมผู้รับเหมา วิศวกร สถาปนิก ข้าราชการ และอดีตผู้บริหารของ สตง. เนื้อหาระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำสำนวนคดีอาญาหลัก และส่งส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน
ขณะเดียวกัน DSI พบผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นนอมินีราว 4–7 ราย ดร.มานะ มองว่า การดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากอาจเพิ่มภาระให้ ป.ป.ช. และทำให้การตามหาผู้สั่งการหรือผู้รับประโยชน์ตัวจริงไม่คืบหน้า
อีกทั้งผู้ปฏิบัติงานบางรายอาจได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดี แม้ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบ พิศิษฐ์ เห็นต่าง โดยย้ำว่าพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมหลักฐานให้ครบ เพราะการเร่งสรุปคดีเฉพาะบางคนอาจทำให้สำนวนมีช่องโหว่และแพ้คดีในชั้นศาล เขายังเตือนว่า แม้ผู้เกี่ยวข้องราว 60–70 คนต้องเข้าสู่กระบวนการรับผิด แต่เจ้าหน้าที่ สตง. อีกกว่า 3,000 คนยังต้องทำหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดินต่อไป
วิธีจัดซื้อและมาตรฐานตรวจสอบ
ข้อมูลในบทสนทนาอ้างรายงานประจำปีของกรมบัญชีกลางว่า การจัดซื้อภาครัฐใช้วิธีพิเศษหรือเฉพาะเจาะจงเฉลี่ย 97.5% ขณะที่ e-Bidding มีสัดส่วน 2.5% วิธีเฉพาะเจาะจงมีเหตุจำเป็นได้ เช่น การจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือการซื้ออะไหล่ที่ต้องผ่านการรับรองจากผู้ผลิต แต่ก็เสี่ยงต่อการล็อกสเปกและลดการแข่งขัน หากหน่วยงานสร้างเงื่อนไขเร่งด่วนขึ้นเอง
เนื้อหายกตัวอย่างการจัดซื้อกระถางดอกดาวเรือง 50,000 กระถาง โดยกำหนดเวลาส่งมอบกระชั้นชิดจนไม่ทันการประมูลที่ต้องประกาศ 30 วัน กรณีนี้สะท้อนข้อกังวลว่า หากหน่วยงานไม่วางแผนล่วงหน้า อาจใช้ความเร่งด่วนเป็นเหตุผล เลือกวิธีจัดซื้อที่แข่งขันน้อยลง
สำหรับการกำกับดูแล สตง. เนื้อหาระบุว่ามีกลไกตรวจสอบและรายงานต่อรัฐสภา แต่สาธารณชนยังแทบไม่เห็นรายงานตรวจสอบการเงินหรือข้อบกพร่องภายในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ดร.มานะและพิศิษฐ์ ประเมินว่า ปัญหาหลักที่ถูกตั้งข้อสังเกตไม่ใช่การรับสินบนโดยตรง แต่เป็นการใช้กฎระเบียบที่ตึงตัวและดุลพินิจของผู้ตรวจที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้หน่วยงานท้องถิ่นกังวลต่อการทำโครงการจำเป็น
เนื้อหาเสนอทางออกสี่ด้าน ได้แก่ เปิดข้อมูลจัดซื้อและสัญญาภาครัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ ปรับเกณฑ์การใช้วิธีเฉพาะเจาะจงให้เข้มงวดและตรวจสอบได้ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนกับสื่อ ร่วมตรวจสอบ และกำหนดมาตรฐานการตรวจเงินให้ชัดเจน โดยพิจารณาทั้งความคุ้มค่าต่อสาธารณะและเจตนาของผู้ปฏิบัติงาน
ผลต่อจากนี้จึงขึ้นอยู่กับการเปิดเผยข้อมูลและการทำคดีให้เห็นทั้งผู้เกี่ยวข้องและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ขณะเดียวกัน สตง. ต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าตนใช้มาตรฐานตรวจสอบเดียวกับที่ใช้กับหน่วยงานอื่น เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจเงินแผ่นดินของประเทศ
ที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







