posttoday
เลือกตั้งประกันสังคม คนใช้สิทธิพุ่ง วัดบอร์ดใหม่เปิดข้อมูลพิสูจน์ผลงาน

เลือกตั้งประกันสังคม คนใช้สิทธิพุ่ง วัดบอร์ดใหม่เปิดข้อมูลพิสูจน์ผลงาน

13 ตุลาคม 2569

ผู้ใช้สิทธิแตะล้านคน แต่ยังไม่ถึง 10% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด สองมุมวิเคราะห์ชี้โจทย์บอร์ดใหม่ต้องเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบและพิสูจน์ผลงานดูแลเงินกองทุน

KEY

POINTS

  • ผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นสะท้อนแรงสนับสนุนให้ตรวจสอบเงินประกันสังคม แต่ยังสรุปเป็นคะแนนนิยมทางการเมืองระดับชาติไม่ได้
  • ปัญหาหน่วยเลือกตั้งและขั้นตอนนับคะแนนเป็นโจทย์ที่สำนักงานประกันสังคมต้องแก้ เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกันตนเข้าร่วมมากขึ้น
  • บอร์ดใหม่ต้องเปลี่ยนคำสัญญาเป็นผลงาน เปิดข้อมูลประชุมและใช้จ่ายให้ตรวจสอบ ภายใต้อำนาจที่จำกัดและการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน

 

ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นจนแตะประมาณ 1 ล้านคน ส่งให้บทบาทของผู้ประกันตนในการเลือกผู้ดูแลเงินกองทุนได้รับความสนใจมากขึ้น แต่จำนวนผู้ลงคะแนนยังไม่ถึง 10% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด ขณะที่บอร์ดชุดใหม่ต้องพิสูจน์ว่าแรงสนับสนุนจากคูหาเลือกตั้งจะนำไปสู่ผลงานและระบบเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างไร

 

ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล และธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตอนุกรรมการสำนักงานประกันสังคม ให้มุมมองต่างกันเรื่องแรงจูงใจของผู้ใช้สิทธิ แต่เห็นตรงกันว่า ชัยชนะของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ายังไม่ใช่ข้อสรุปเรื่องคะแนนนิยมในการเลือกตั้งระดับชาติ

 

คนใช้สิทธิพุ่ง ส่วนใหญ่อยู่นอกคูหา

 

ผศ.ดร.สุวิชา ประเมินว่า กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้ารณรงค์อย่างต่อเนื่องจนดึงฐานสนับสนุนออกมาใช้สิทธิ โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน คนชั้นกลาง และคนรุ่นใหม่อายุประมาณ 18–35 ปี หรือขยับถึง 40 ปี ซึ่งเขามองว่าเป็นฐานสนับสนุนสำคัญของฝ่ายก้าวหน้า

 

ส่วนคนอนุรักษนิยมและคนที่วางตัวเป็นกลางจำนวนมากยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสนามนี้ เพราะรู้สึกว่าผลเลือกตั้งไม่ได้กระทบชีวิตประจำวันโดยตรง ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นบอร์ด กองทุนก็ต้องจ่ายสิทธิประโยชน์ ทั้งค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยว่างงาน และเงินหลังเกษียณ

 

ผศ.ดร.สุวิชาระบุว่า ตนเองมีจุดยืนอนุรักษนิยมและไม่ได้ไปใช้สิทธิเช่นกัน แต่ยอมรับให้กลุ่มที่อาสาตรวจสอบเงินกองทุนเข้ามาทำหน้าที่ เพราะมองว่านี่คือการเลือกผู้ดูแลเงิน ไม่ใช่การเลือกผู้บริหารประเทศ จึงไม่จำเป็นต้องส่งคนเข้าแข่งขันเพียงเพราะมีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน

 

ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

 

ผศ.ดร.สุวิชา ยกตัวอย่างเจ้าหน้าที่ในคณะของตนเองที่ไปใช้สิทธิเพียงคนเดียว แม้เป็นผู้ประกันตนเช่นกัน เพื่อสะท้อนว่าคนทำงานบางส่วนยังมองเรื่องนี้ไกลตัว

 

เมื่อเทียบผู้ใช้สิทธิประมาณ 1 ล้านคนกับผู้มีสิทธิราว 12 ล้านคน สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 8% ผศ.ดร.สุวิชาจึงเห็นว่าต้องแยกกระแสคึกคักของผู้เข้าร่วมออกจากภาพรวมของผู้มีสิทธิทั้งหมด

 

คะแนนให้ตรวจสอบเงิน ไม่ถูกจำกัดอยู่ในขั้วการเมือง

 

ธีระชาติมองว่า แรงสนับสนุนกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าไม่ได้มาจากฐานเสียงพรรคประชาชนทั้งหมด เพราะมีผู้ใหญ่และคนอนุรักษนิยมบางส่วนที่ไม่ได้สนับสนุนพรรค แต่เลือกกลุ่มนี้เพื่อต้องการเห็นความโปร่งใสและรักษามูลค่าเงินกองทุน

 

ในมุมของ ธีระชาติ เรื่องประกันสังคมเข้าถึงประชาชนได้ง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับเงินในอนาคตของแต่ละคนโดยตรง ผู้ลงคะแนนจึงตัดสินใจจากความคาดหวังต่อผู้ดูแลเงินได้ แม้ไม่ได้มีจุดยืนทางการเมืองร่วมกัน

 

ธีระชาติ ระบุว่าผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้น 600% จากปี 2566 จนแตะประมาณ 1 ล้านคน แต่ยังเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมได้อีก หากผู้จัดแก้ปัญหาที่ทำให้ผู้ประกันตนเดินทางไปลงคะแนนลำบาก

 

มุมมองของทั้งสองคน จึงต่างกันที่น้ำหนักของผู้สนับสนุน ผศ.ดร.สุวิชาเน้นพลังรณรงค์ของฐานฝ่ายก้าวหน้า ส่วนธีระชาติเน้นคะแนนจากคนต่างขั้วที่ต้องการผู้ตรวจสอบเงินกองทุน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองไม่ได้ตีความผลเลือกตั้งครั้งนี้เป็นคะแนนนิยมระดับชาติทั้งหมด

 

หน่วยเลือกตั้งและการนับคะแนนต้องเปิดให้ตรวจสอบ

 

ธีระชาติวิจารณ์ว่าสำนักงานประกันสังคม หรือ สปส. ยังจัดเลือกตั้งได้ไม่เป็นมืออาชีพ เพราะไม่ใช่ภารกิจหลักของหน่วยงาน โดยเฉพาะการกำหนดหน่วยเลือกตั้งตามที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท ซึ่งทำให้พนักงานสาขาหรือผู้ที่อาศัยอยู่ต่างจังหวัดเดินทางลำบากจนบางคนมาใช้สิทธิไม่ได้

 

นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระดานนับคะแนนที่วางซ้อนกัน จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปขีดคะแนนในจุดที่ผู้อื่นมองไม่เห็นชัดเจน หากผู้สมัครได้คะแนนใกล้เคียงกัน ขั้นตอนลักษณะนี้จะเป็นชนวนข้อโต้แย้งได้

 

ด้านค่าใช้จ่าย ธีระชาติระบุว่าผู้จัดใช้งบประมาณ 275 ล้านบาท และพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 12.6 ล้านใบ เขาจึงเสนอระบบผสมระหว่างออนไลน์กับการลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง เพื่อประหยัดงบประมาณและเพิ่มช่องทางเข้าถึง

 

อีกข้อเสนอคือให้องค์กรคนกลางรับหน้าที่จัดเลือกตั้งแทน สปส. โดยเขาให้เหตุผลว่า สปส. เป็นหน่วยงานที่กลุ่มผู้สมัครต้องการเข้าไปตรวจสอบและปฏิรูปด้วย

 

เปิดข้อมูลคือบทพิสูจน์บอร์ดใหม่

 

สำหรับธีระชาติ หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่การเปิดเผยข้อมูล หรือ Open Data เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและนำไปตรวจสอบต่อได้ แทนการฝากความหวังไว้กับบุคคลเพียงอย่างเดียว

 

ธีระชาติ ก่อตระกูล

 

มีการยกตัวอย่างโครงการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine มูลค่า 700 ล้านบาท โดยกล่าวอ้างว่าที่ประชุมอนุมัติงบที่ปรึกษา 5–20 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 20 นาที โดยไม่มีการสืบราคากลางจากภายนอกห้องประชุม

 

นอกจากนี้ ธีระชาติยังกล่าวอ้างถึงปัญหาในงานลงทุนว่า มีบุคคลแอบอ้างเป็นตัวแทนบริษัทคู่สัญญาเข้าร่วมประชุม ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อกล่าวอ้างจากคำให้สัมภาษณ์ของธีระชาติ ซึ่งข้อมูลที่ได้รับยังไม่มีคำชี้แจงจาก สปส. หรือผู้เกี่ยวข้องประกอบ

 

ข้อเสนอของธีระชาติคือ ต้องทำให้ระบบตรวจสอบดำเนินต่อได้แม้เปลี่ยนคนทำงาน เพราะตัวบุคคลเปลี่ยนแปลงตามผลประโยชน์ได้ แต่ระบบที่เปิดเผยข้อมูลจะเปิดทางให้ประชาชนติดตามและตั้งคำถามได้ต่อเนื่อง

 

สองปีข้างหน้า วัดผลงานภายใต้อำนาจที่จำกัด

 

ผศ.ดร.สุวิชา มองว่า ช่วงสองปีข้างหน้าต้องติดตามว่าบอร์ดใหม่จะสร้างผลงานและแรงสนับสนุนที่เชื่อมโยงไปถึงคะแนนเสียงระดับชาติได้หรือไม่ หากทำได้ พรรคการเมืองอื่นจะให้ความสนใจแข่งขันในสนามนี้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.สุวิชา ชี้ว่าผลงานยังขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ในการทำงานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หากเปลี่ยนรัฐมนตรีแล้วเกิดข้อขัดแย้ง บอร์ดก็ต้องเผชิญอุปสรรคเพิ่มขึ้น

 

ผศ.ดร.สุวิชา ยังประเมินว่า ประชาชนจะให้ความสำคัญกับสนามนี้มากขึ้นเมื่อเห็นความเสี่ยงต่อเงินกองทุนและสิทธิประโยชน์ในอนาคต รวมถึงกรณีที่รัฐเพิ่มอำนาจบอร์ด หรือออกกฎหมายกำหนดผลต่อสิทธิของผู้ไม่ไปลงคะแนน ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขที่เขาหยิบมาวิเคราะห์ถึงอนาคต

 

ด้านธีระชาติย้ำว่า บอร์ดใหม่ต้องรับความคาดหวังสูงโดยไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เช่น ไม่สามารถโยกย้ายข้าราชการ และยังต้องทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน ผู้ประกันตนจึงต้องติดตามนโยบายที่บอร์ดสัญญาไว้ พร้อมตรวจสอบข้อมูลและผลงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แรงตื่นตัวในวันเลือกตั้งนำไปสู่ระบบดูแลเงินกองทุนที่โปร่งใสได้จริง.

แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” นำทีมคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ต.ค.

“อนุทิน” นำทีมคณะรัฐมนตรีวางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ต.ค.