
ล้วงปม ล็อกสเปก TH-AI Passport แจกสิทธิ์ห้าล้านคน หรือบ่วงภาษี1,600ล้าน
เมื่อปัญญาประดิษฐ์กลายเป็นอาวุธใหม่ในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก ทว่าก้าวแรกของรัฐไทยกลับสะดุดปมล็อกสเปก เม็ดเงินภาษีพันหกร้อยล้านบาทนี้จะพัดพาชาติสู่ความรุ่งโรจน์หรือเป็นเพียงหลุมพรางดิ่งลงเหว
KEY
POINTS
- โครงการ TH-AI Passport ใช้งบ 1,600 ล้านบาท เพื่อแจกสิทธิ์การใช้งาน AI ระดับโปรให้คนไทย 5 ล้านคน หวังแก้ปัญหาอัตราการใช้ AI ของประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ
- เกิดข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสของโครงการ โดยมีข้อกล่าวหาว่าเป็นการล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใหญ่ และตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ
- กระทรวงดิจิทัลฯ ชี้แจงโต้แย้งข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ และจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อทบทวนแผนโครงการ
ในห้วงยามที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกถูกรื้อถอนและจัดระเบียบใหม่ด้วยระบบอัจฉริยะ ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าหวาดหวั่น
จากรายงานสถิติที่ระบุว่า อัตราการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประชากรไทยจมดิ่งอยู่เพียงร้อยละ 9.1 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ยืนตระหง่านอยู่ ณ ร้อยละ 15 อย่างมีนัยสำคัญ
สภาวการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการตกขบวนทัศน์เทคโนโลยี แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าเรากำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการฯได้คลอดโครงการ "TH-AI Passport" ขึ้นมาเพื่อหวังทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรมขั้นสูง
ทว่า โครงการที่ตั้งเป้าหมายไว้อย่างเลิศหรูนี้กลับต้องเผชิญมรสุมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงตั้งแต่ยังไม่เริ่มนับหนึ่ง กลายเป็นการโต้ตอบทางความทางความคิดที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่า นี่คือสะพานเชื่อมโอกาสของประชาชน หรือเป็นเพียงหลุมพรางงบประมาณก้อนโต
ท่ามกลางกระแสข่าวลือและข้อกล่าวหา ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ได้ออกมาชี้แจงเพื่อแจกแจงพิกัดเม็ดเงิน 1,600 ล้านบาทอย่างเป็นรูปธรรม
โดยระบุว่า งบประมาณส่วนใหญ่จำนวน 1,500 ล้านบาท ถูกตรึงไว้สำหรับการจัดหาบริการ AI ระดับสากลที่เป็นแพ็กเกจ Pro และ Premium จาก 14 แบรนด์ชั้นนำ รวมทั้งสิ้น 25 โมเดล
หากคำนวณตามราคาตลาดจริงแล้ว จะมีมูลค่าการใช้งานสูงกว่างบประมาณที่ทางกระทรวงฯ จัดสรรได้เสียด้วยซ้ำ ขณะที่งบประมาณอีกราว 35 ล้านบาทเศษ ถูกจำแนกไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์และการฝึกอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชน
อย่างไรก็ดี ปลัดกระทรวง DE ได้หยิบยกหลักฐานเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาที่ว่า ต้นทุนระบบที่แท้จริงมีมูลค่าเพียง 381 ล้านบาท และมีกลุ่มทุนเอกชนคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นกำไรส่วนต่างกว่า 1,000 ล้านบาท
อธิบายความว่า ตัวเลขการรองรับผู้ใช้งาน 140 คนต่อวินาทีที่ปรากฏในขอบเขตงาน (TOR) นั้น เป็นเพียง "เกณฑ์ขั้นต่ำสุด" ในการทดสอบเสถียรภาพของระบบ มิใช่ขีดจำกัดสูงสุดในการให้บริการจริง
ส่วนปมร้อนเรื่องการล็อกสเปกที่บังคับให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านจอภาพในร้านสะดวกซื้อ 1,500 สาขา จนถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนค้าปลีกยักษ์ใหญ่นั้น
ทางกระทรวงฯ ได้โต้แย้งว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวอ้างอิงจากฐานข้อมูลเครือข่ายร้านสะดวกซื้ออันดับ 4 ของประเทศ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการกระจายการรับรู้ลงลึกไปถึงระดับอำเภอทั่วประเทศอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ยัง เปิดโอกาสให้กลุ่มเอกชนขนาดกลางและเล็กสามารถรวมตัวกันในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อเข้าร่วมประมูลได้อย่างเท่าเทียม
หากไล่เลียงพิมพ์เขียวของโครงการนี้ สิ่งที่ผู้บริโภคหรือประชาชนจะได้รับไม่ใช่เพียงแค่การเข้าถึง AI เวอร์ชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดในการประมวลผล
แต่เป็นสิทธิ์ในการใช้งานระดับ "มืออาชีพ"ซึ่งตั้งเป้าหมายครอบคลุมประชากรวัยทำงานจำนวน 5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของแรงงานขับเคลื่อนประเทศ
โดยผู้ถือครองสิทธิ์สามารถสอดส่องและตรวจสอบประวัติการใช้งานรวมถึงโควตาของตนเองผ่านระบบ Dashboard หากพบว่าคุณภาพการบริการต่ำกว่ามาตรฐานที่วางจำหน่ายในท้องตลาด ประชาชนก็มีสิทธิ์ร้องเรียนเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของตนได้ทันที
ในมิติของความมั่นคงและอธิปไตยทางไซเบอร์ โครงการนี้ได้วางมาตรการรองรับข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน โดยกำหนดให้ข้อมูลทั้งหมดต้องจัดเก็บอยู่ภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในราชอาณาจักรไทยเท่านั้น
เพื่อไม่ให้ขุมทรัพย์ทางปัญญาไหลรั่วออกสู่ภายนอก และจะผ่านกระบวนการลบข้อมูลระบุตัวตนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เหลือเพียงคลังคำถามและคำตอบที่บริสุทธิ์ สำหรับนำไปเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ในการวิจัยและพัฒนาโมเดลภาษาไทยพื้นฐาน หรือ Thai LLM ซึ่งเปรียบเสมือนสมองกลประจำชาติในอนาคต
แม้ในปัจจุบัน ตัวสัญญาจะมีการลงนามร่วมกับผู้ชนะการประมูลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่า ปลัดกระทรวง DE ยืนยันหนักแน่นว่า ยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินออกไปแม้แต่บาทเดียว
เนื่องจากกระทรวงฯ ได้ตัดสินใจเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ และภาคเอกชน ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับจ้างเข้ามาตอบข้อซักถามอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากนี้ พร้อมที่จะนำข้อเสนอแนะที่ได้มาปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงาน (Action Plan) ให้มีความรัดกุมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ
บทสรุปของมหากาพย์โครงการ TH-AI Passport จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวอักษรที่ลงนามในแผ่นสัญญา แต่อยู่ที่ผลลัพธ์จากเวทีรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นี้ ซึ่งจะกลายเป็น "บททดสอบความเชื่อมั่น" ครั้งสำคัญที่สุดว่า ภาครัฐจะสามารถกอบกู้ศรัทธาและลบข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในขอบเขตงานTORได้อย่างไร
คำถามสำคัญทางนโยบายที่สังคมไทยต้องตระหนักและคิดต่อร่วมกันก็คือ เม็ดเงินภาษีจำนวน 1,600 ล้านบาทที่กำลังจะถูกแปรสภาพเป็นสิทธิ์ดิจิทัล 5 ล้านสิทธิ์นั้น จะสามารถยกระดับทักษะและสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกได้คุ้มค่า หรือสุดท้ายแล้ว โครงการนี้จะกลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์ประชานิยมทางเทคโนโลยีชิ้นใหม่ ที่ทิ้งไว้เพียงความสูญเสียในสมุดบัญชีเงินคงคลังประเทศ?
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







