
ถอนชื่อแก้ไขรธน. รอยร้าวพรรคร่วมฯ หรือเกมเพลย์เซฟหนีตายยุบพรรค
เกมแก้รัฐธรรมนูญสะดุดเพื่อไทยถูกเทหลังภูมิใจไทย-กล้าธรรมถอนชื่อทำร่างร่วง เหตุผวาซ้ำรอยยุบพรรค สะท้อนศึกชิงกติกาใหม่และความอยู่รอดทางการเมือง
KEY
POINTS
- พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมถอนชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้ร่างฯ ตกไปเนื่องจากมีเสียงสนับสนุนไม่ถึงเกณฑ์
- สาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากความเห็นต่างในประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งพรรคร่วมกังวลว่าอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
- เบื้องหลังการถอนตัวคือความกลัวที่จะถูกยุบพรรค โดยพรรคร่วมรัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายตามบทเรียนของพรรคก้าวไกล
การเมืองเรื่องผลประโยชน์ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร คำกล่าวนี้ยังคงใช้ได้ดีกับสถานการณ์ล่าสุดเมื่อพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม จับมือกันถอนรายชื่อ สส. ออกจากการสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย
ส่งผลให้เสียงสนับสนุนดิ่งฮวบจาก 189 เสียง ดำดิ่งจนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 100 เสียง (1 ใน 5 ของสภาผู้แทนราษฎร) ทำให้ร่างกฎหมายสูงสุดฉบับนี้ต้อง "ตกไป" ทันทีอย่างไร้เยื่อใย
ฉากทัศน์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องเทคนิคทางกฎหมาย แต่มันคือสะพานที่ทอดไปสู่ความขัดแย้งและการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองในกติกาใหม่
ชนวนเหตุแห่งรอยร้าว: ปมร้อนที่มา สสร.
ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องหันหลังให้กัน คือ รายละเอียดของ "ที่มาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)" ที่ต่างฝ่ายต่างตีความกฎหมายไปคนละทิศทาง
ฝั่งเพื่อไทย (สีแดง): เสนอสูตรเลือกตั้งทางอ้อม โดยให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. จังหวัดมาก่อน 300 คน แล้วให้รัฐสภาคัดเลือกต่อจนเหลือ 100 คน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ฝั่งภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) & กล้าธรรม: มองว่าต้นทาง 300 คนก็คือการเลือกตั้งทางตรงอยู่ดี ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 อีกทั้งหากรัฐสภาดันเลือกคนคะแนนบ๊วยขึ้นมา อาจกลายเป็นประเด็นขัดเจตนารมณ์ประชาชนจนเกิดความวุ่นวายตามมา
ผวาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย "ชนักติดหลัง" เรื่องยุบพรรค
เบื้องหลังลึกๆ ของการ "ทิ้งเพื่อน" ในครั้งนี้ หนีไม่พ้น "ความกลัว" ต่ออาวุธร้ายแรงอย่างการยุบพรรค พรรคร่วมรัฐบาลต่างมองเห็นบทเรียนราคาแพงจากอดีตพรรคก้าวไกลที่โดนดาบนั้นคืนสนองจากการยื่นแก้ไขมาตรา 112 แม้ร่างจะยังไม่ถูกบรรจุวาระด้วยซ้ำ การเดินเกมดุ่มๆ ในสิ่งที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ทุกพรรคต้องเพลย์เซฟเพื่อความอยู่รอด
เพื่อไทยถอยตั้งหลัก: สงวนจุดร่วมในวันที่เกมเปลี่ยน
เมื่อโดนพรรคร่วมหักเหลี่ยมตัดหน้า พรรคเพื่อไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง "ถอยเพื่อตั้งหลักใหม่" แกนนำพรรคยอมรับว่าต้องกลับไปทำการบ้านและปรับปรุงปมที่มา สสร. ให้เป็นที่สบายใจของทุกฝ่าย ก่อนจะเดินสายขอรายชื่อสนับสนุนใหม่อีกครั้ง โดยพยายามประคองความสัมพันธ์ด้วยวาทกรรม "สงวนจุดร่วมและหาจุดที่เดินหน้าด้วยกันได้" เพื่อไม่ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่มปากอ่าวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
บทสรุปของเกมนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ตราบใดที่พรรคร่วมรัฐบาลยังคงหวาดระแวงและชิงไหวชิงพริบเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง หากยังหาจุดลงตัวในกติกาใหม่ไม่ได้ เป้าหมายรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็อาจเป็นได้แค่ฝันที่ไปไม่ถึงดวงดาว







