เจาะยุทธศาสตร์ ‘สีน้ำเงิน’ คุมเบ็ดเสร็จอำนาจรัฐ-สภา-ความมั่นคง
ภูมิใจไทยผงาดกุมอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ-กองทัพ พร้อมปลดล็อกคดีความ ปูทางบริหารรัฐบาลไร้รอยต่อท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
KEY
POINTS
- ภูมิใจไทยสร้างประวัติศาสตร์คุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งฝ่ายบริหาร (กระทรวงเกรด A) และนิติบัญญัติ (ประธาน 2 สภา) ผ่านเครือข่าย "สายบุรีรัมย์"
- การเชื่อมต่อกับเครือข่าย ตท. 26 ในกองทัพ ช่วยสร้างเอกภาพด้านความมั่นคงและเสริมเสถียรภาพให้รัฐบาลชุดใหม่
- การปลดล็อกคดีความทางกฎหมายช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น พร้อมมุ่งเน้นการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เป็นโจทย์เร่งด่วน
ผงาดคุมกลไกอำนาจ 3 ฝ่าย: บริหาร-นิติบัญญัติ-ความมั่นคง
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ในการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองภายใต้ฉายา "บ้านใหญ่เลือดแท้" โดยสามารถแผ่ขยายอิทธิพลเข้าควบคุมกลไกลำดับต้นของประเทศอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
หัวใจหลักอยู่ที่การวางตัวบุคคลสายตรงจาก "บุรีรัมย์" เข้าดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งในส่วนของฝ่ายบริหารที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคเป็นแกนนำ และฝ่ายนิติบัญญัติที่คุมทั้งสภาบนและสภาล่าง
ในส่วนของสภาสูงหรือวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นั่งเก้าอี้ประธานวุฒิสภา ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรมี นายโสภณ ซารัมย์ ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ควบคู่ไปกับ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ในตำแหน่งรองประธานสภาฯ การวางหมากเช่นนี้ทำให้สายสีน้ำเงินสามารถควบคุมทิศทางการออกกฎหมายและการตรวจสอบได้อย่างเบ็ดเสร็จ
นี่คือฉากทัศน์การวางโครงสร้างอำนาจแบบ"ไร้รอยต่อ"ระหว่างขั้วการเมืองและกลไกรัฐสภา ซึ่งจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในกระทรวงเกรเอ ที่ได้รับจัดสรรมานั้น เป็นไปอย่างรวดเร็วและลดแรงเสียดทานจากฝ่ายค้านหรือการตรวจสอบจากวุฒิสภาได้มากกว่ารัฐบาลในอดีต
ผนึกกำลัง ‘ตท. 26’ เชื่อมโยงฐานอำนาจกองทัพ
อีกหนึ่งมิติที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลชุดนี้ คือการเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับฝ่ายความมั่นคง ผ่านการคาดหมายชื่อของพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่าง "สายบุรีรัมย์" และกองทัพ เนื่องจากเคยบังคับบัญชาหน่วยทหารที่มีฐานที่ตั้งหลักอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์
ความน่าสนใจอยู่ที่คอนเนกชันของนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 (ตท. 26) ซึ่งปัจจุบันเพื่อนร่วมรุ่นของพลโทอดุลย์ ต่างกุมบังเหียนตำแหน่งยุทธศาสตร์ในกองทัพทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.), แม่ทัพภาคที่ 2 และ 4 รวมถึงเจ้ากรมข่าวทหารบก ส่งผลให้เอกภาพระหว่างรัฐบาลและกองทัพอยู่ในระดับสูงยิ่ง
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้กุมเพียงอำนาจทางการเมือง แต่ยังสร้าง "แนวร่วมความมั่นคง" ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีความมั่นคง ลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงหรือความขัดแย้งกับกองทัพ และเอื้อต่อการบริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤตที่ต้องการความฉับไวในการสั่งการ
ปลดล็อก ‘นิติสงคราม’ รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน
ในด้านข้อกฎหมาย มีปรากฏการณ์ "ปลดชนวน" ผ่านองค์กรอิสระที่น่าจับตา ทั้งกรณีคณะอนุกรรมการ กกต. มีมติยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ซึ่งครอบคลุมถึงกรรมการบริหารพรรคและว่าที่12รัฐมนตรี รวมถึงกรณี ปปช. ยกคำร้องคดีหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทำให้ข้อกังวลด้านคุณสมบัติของรัฐมนตรีสายสีน้ำเงินคลี่คลายลงทันที
ยุทธศาสตร์การเร่งจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอ้างความจำเป็นในการแก้ไข วิกฤตพลังงานและผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยต้องการใช้จังหวะความได้เปรียบนี้เข้าบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคทันที โดยมั่นใจในความเป็นเอกภาพของเสียงสนับสนุน 291 เสียงในสภาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลุ่มอื่นเพิ่ม
แนวโน้มในอนาคตคาดว่า นโยบายที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานรัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน จะถูกขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังภายใต้การนำของภูมิใจไทย ซึ่งการมีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งในสภาและฝ่ายความมั่นคง จะทำให้ภาคธุรกิจต้องจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของระเบียบและนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นทิศทางที่ถูกกำหนดโดย "เอกภาพสายสีน้ำเงิน"


