บัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ด วัดใจศาลรัฐธรรมนูญ"ความลับนิรันดร"หรือ"โมฆะ"
วิกฤตศรัทธาเลือกตั้งส่อบานปลาย หลังรหัสลับบนบัตรจ่อทำลายหลักการ "ความลับนิรันดร" นักกฎหมายเตือนหากพิสูจน์ได้ว่าระบุตัวตนได้จริง เสี่ยงเลือกตั้งโมฆะยกแผง
KEY
POINTS
- การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถูกตั้งคำถามว่าอาจขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยชี้ขาด
- มุมมองทางกฎหมายแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าแค่มีทฤษฎีที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ก็ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญแล้ว ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าหากยังไม่มีหลักฐานความเสียหายจริงก็ไม่ควรให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
- คำตัดสินของศาลขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานทางเทคนิค ซึ่งอาจมีผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรืออาจมีคำสั่งให้ปรับปรุงมาตรการเพื่อเลี่ยงความเสียหายต่อประเทศ
กลายเป็นชนวนเหตุที่อาจนำไปสู่ "จุดเปลี่ยน" ของกระดานอำนาจ เมื่อเทคโนโลยี QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง69 ที่ควรจะเป็นเครื่องมือป้องกันการโกง กลับถูกตั้งคำถามว่ากำลังกลายเป็น "กุญแจ" ไขความลับของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการปะทะกันระหว่าง "ประสิทธิภาพในการตรวจสอบ" กับ "สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ"
นิยาม "ความลับ": รู้เพียงหนึ่งเดียวและตลอดกาล
รศ.ดร.มานิตย์ จุมปา จากนิติศาสตร์ จุฬาฯ วางบรรทัดฐานชัดเจนว่า ความลับในการเลือกตั้งคือ "Only One" หรือมีเพียงผู้ลงคะแนนเท่านั้นที่รู้ และต้องเป็นความลับแบบ "Forever" คือลับตลอดไปนับจากหย่อนบัตรเลือกตั้ง
ขณะที่ ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สำทับว่าหากระบบเปิดช่องให้ "ตรวจสอบย้อนหลัง" (Traceability) ได้ทางวิทยาศาสตร์หรืออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าผลจะเกิดจริงหรือไม่ ลำพังแค่ "ทฤษฎีว่าทำได้" ก็เพียงพอที่จะชี้ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว
เกมเดิมพัน: หลักความได้สัดส่วน VS ความเสียหายของรัฐ
คำถามสำคัญคือ "ต้องล้มกระดานเลือกตั้งใหม่หรือไม่?" มุมมองทางกฎหมายแบ่งเป็นสองแพร่งตาม หลักความได้สัดส่วน (Proportionality):
มุมมองสายยืดหยุ่น: ดร.มานิตย์ มองว่าหากยังไม่มีหลักฐานการรั่วไหลหรือการ "แฮก" ข้อมูลในวงกว้าง ศาลอาจวินิจฉัยว่ายังไม่รุนแรงถึงขั้นโมฆะ โดยเทียบเคียงคดีปี 2549 ที่การ "หันคูหาออก" เป็นเพียงปัจจัยรอง (10%) เมื่อเทียบกับการขาดคู่แข่งที่ทัดเทียม (90%)
มุมมองสายหลักการ: อดีตตุลาการจรัญ เตือนว่าหาก กกต. พิสูจน์ไม่ได้ว่าระบบปิดกั้นการระบุตัวตน 100% น้ำหนักจะเทไปทางฝั่งผู้ร้องทันที ซึ่งหากศาลสั่งโมฆะ กกต.ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง (ค่าจัดการเลือกตั้งใหม่) และอาญา
ทางออกบนรอยต่ออำนาจ
บทสรุปของเกมนี้ไม่ได้อยู่ที่ "กระแสสังคม" แต่อยู่ที่ "พยานหลักฐานทางเทคนิค" หากศาลมองว่าความเสี่ยงยังไม่ถึงขั้นทำลายความเที่ยงธรรมในภาพรวม อาจมีคำสั่งให้ "ปรับปรุงมาตรการจัดเก็บข้อมูล" แทนการสั่งโมฆะเพื่อเลี่ยงความเสียหายมหาศาลต่อประเทศ
ทว่า... หากหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มัดตัวว่า "ความลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป" ประวัติศาสตร์การเมืองไทยอาจต้องบันทึกบทใหม่ของการล้มกระดานเลือกตั้งด้วยน้ำมือของเทคโนโลยีเอง
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)


