TDRI ห่วงนโยบายพรรคการเมืองใช้งบสูง เสี่ยงวินัยการคลัง
TDRI เจาะลึกนโยบาย 5 พรรคใหญ่ พบวงเงินเสนอสูงถึง 7.4 แสนล้านบาทต่อปี ชี้เป็นเพียง 'ยอดภูเขาน้ำแข็ง' เตือนต้นทุนจริงอาจสูงกว่ามาก เสี่ยงทำลายวินัยการคลังประเทศ
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ทำการวิเคราะห์เอกสารนโยบายหาเสียงของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 การตรวจสอบครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินต้นทุนทางการเงินและภาระผูกพันทางการคลังที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายที่พรรคการเมืองนำเสนอ
ผลการวิเคราะห์ของ TDRI ชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวที่น่ากังวลภายใต้ตัวเลขงบประมาณที่ดูสมเหตุสมผล แม้ตัวเลขวงเงินที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอจะยังไม่เกินกรอบงบลงทุนเฉลี่ยของประเทศ แต่มีข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงหลายประการ ซึ่งเปิดโปงความเสี่ยงมหึมาที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพทางการคลังของชาติในระยะยาว
1. ภาพรวมวงเงินมหาศาล: ข้อเสนอจาก 5 พรรคการเมืองใหญ่
การวิเคราะห์ภาพรวมนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรค (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) ได้แก่ พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย โดย TDRI ระบุว่าพรรคการเมืองเหล่านี้ได้เสนอนโยบายที่ต้องใช้วงเงินรวมกันระหว่าง 1.5 ถึง 7.4 แสนล้านบาทต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบวงเงินดังกล่าวกับค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี จะเห็นได้ว่าข้อเสนอของบางพรรคการเมืองมีขนาดใกล้เคียงกับงบประมาณเพื่อการลงทุนทั้งหมดของประเทศ ซึ่งหมายความว่าอาจเป็นการเบียดบังงบประมาณที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขในเบื้องต้นจะดูเหมือนอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ แต่ TDRI ได้ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญ 4 ประการ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงทางการคลังที่ซ่อนอยู่และอาจมีขนาดใหญ่กว่าที่ปรากฏในเอกสารอย่างมาก
2. สี่ข้อห่วงใยหลัก: ความเสี่ยงทางการคลังที่อาจสูงกว่าที่คาด
TDRI ได้ชำแหละว่าตัวเลขที่พรรคการเมืองนำเสนออาจเป็นเพียงภาพลวงตาทางการคลัง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่ออนาคตของประเทศ
1. ภาพลวงตาของตัวเลข: TDRI ชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ต้นทุนจริงจะบานปลายกว่าตัวเลขที่พรรคการเมืองเสนอ ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่ การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่อาจผลักดันนโยบายของหลายพรรคพร้อมกัน, การประเมินต้นทุนโครงการต่ำกว่าความเป็นจริง และการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” ผ่านรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่เพียงสร้างภาระผูกพันทางการคลัง แต่ยังเป็นกลไกที่ลดทอนความโปร่งใสและทำให้สาธารณชนตรวจสอบได้ยาก
2. ประชานิยมผิวเผิน vs. รัฐสวัสดิการ: ความแตกต่างด้านความรับผิดชอบทางการคลัง TDRI วิจารณ์ว่านโยบายจำนวนมากยังมีลักษณะเป็น "ประชานิยม" ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน มุ่งเน้นการช่วยเหลือระยะสั้น ไม่คำนึงถึงความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแนวคิด "รัฐสวัสดิการ" ที่ต้องออกแบบอย่างรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงความยั่งยืนของงบประมาณ
3. เดิมพันผิดที่: ทุ่มงบประมาณมหาศาลกับนโยบาย "แจก" แต่เมินการลงทุนเพื่ออนาคต พรรคการเมืองส่วนใหญ่จัดสรรงบประมาณมหาศาลให้กับนโยบายประเภท "ลดแลกแจกแถม" ในขณะที่นโยบายสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เช่น การปฏิรูปภาครัฐ หรือการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยมากอย่างน่าใจหาย
4. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: นโยบายหลายข้อถูกมองว่าจะสร้างปัญหาเชิงโครงสร้างและทำลายกลไกตลาดในระยะยาว งเช่น นโยบายแก้หนี้ที่ไม่ระมัดระวัง, การประกันกำไรหรือรายได้เกษตรกร และการอุดหนุนราคาพลังงาน ซึ่งล้วนบิดเบือนแรงจูงใจและสร้างพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (Moral Hazard) กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
3. ข้อเสนอแนะถึง กกต. เพื่อยกระดับการเลือกตั้งเชิงนโยบาย
เพื่อยกระดับการแข่งขันทางการเมืองให้เป็นการแข่งขันเชิงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง TDRI ได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ต่อ กกต. เพื่อปรับปรุงแนวทางการรับข้อมูลนโยบายจากพรรคการเมืองให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น
TDRI เสนอให้ กกต. กำหนดแนวทางเพิ่มเติม 3 ประการ ดังนี้:
• ระบุวิธีคำนวณงบประมาณ: กำหนดให้พรรคการเมืองต้องชี้แจงรายละเอียดของวิธีคำนวณงบประมาณ เช่น จำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์ และต้นทุนต่อหน่วย เพื่อให้สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลได้
• ระบุแหล่งที่มาของงบประมาณ: กำหนดให้พรรคการเมืองระบุที่มาของงบประมาณในภาพรวมว่าจะมาจากแหล่งใด (เช่น การตัดลดงบ, การเพิ่มรายได้, การกู้ยืม) ในสัดส่วนเท่าไร เพื่อป้องกันปัญหา "การนับซ้ำ" แหล่งเงินทุนและประเมินความสามารถในการจัดหางบประมาณได้จริง
• ส่งข้อมูลล่วงหน้า: กำหนดให้พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลนโยบายทั้งหมดอย่างน้อย 30 วันก่อนวันเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. และสาธารณชนมีเวลาเพียงพอในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และนำไปสู่การถกเถียงเชิงนโยบายอย่างมีความหมาย
ท้ายที่สุด ข้อเสนอแนะของ TDRI มิใช่เป็นเพียงข้อเสนอเชิงขั้นตอนธุรการ แต่คือพิมพ์เขียวเพื่อปกป้องอนาคตทางการคลังของชาติ การบังคับใช้ความโปร่งใสในระดับนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน ประชาชนจะถูกทิ้งให้ตัดสินใจบนคำสัญญาที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทโดยดูจากเพียงลมปาก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการเดิมพันที่บทวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นแล้วว่ามีความเสี่ยงสูงเกินกว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว
อ่านรายงานของ TDRI ที่นี่


